เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2562 นายอารีย์ วงศ์อารยะ รองประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการ สานใจไทย สู่ใจใต้ พร้อมด้วย พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานการประชุมกิจกรรมสนับสนุนโครงการ สานใจไทย สู่ใจใต้ ประจำปี 2562 โดยมี ดร.กมล รอดคล้าย เลขานุการโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ นายอารี ดิเรกกิจ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาพระราชดำริ และกิจการพิเศษ ศอ.บต. ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในพื้นที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่ ห้องประชุม ชั้น 1 ศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่าง (ศอ.บต.)

 

 

ดร.กมล รอดคล้าย เลขานุการโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ กล่าวว่า โครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ ดำริขึ้นโดย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เพื่อต้องการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมอบให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นประธาน และนายอารีย์ วงศ์อารยะ รองประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการ สานใจไทย สู่ใจใต้และผมทำหน้าที่เป็นเลขาธิการโครงการ

 

 

โดยการลงมาประชุมที่จังหวัดยะลาในวันนี้ เราลงพื้นที่มาเตรียมการแนะแนวเด็ก ให้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และเตรียมการเรื่องการติว ให้เด็กได้มีความสามารถ และเก่งขึ้นมากกว่าเดิม เนื่องจากทุกครั้งที่เด็กเข้าร่วมโครงการสานใจไทย สู่ใจ้ใต้ เราจะให้ทุนเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเราก็พบว่า เด็กที่ได้รับทุนเรียนต่อนั้น ยังต้องเพิ่มเติมความรู้ในวิชา อังกฤษ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ จึงมีความจำเป็นที่เยาวชนเหล่านี้ต้องได้รับการติวความรู้เพิ่มในรายวิชาดังกล่าว

 

“วันนี้เราลงมาประชุมเตรียมการที่ ศอ.บต. โดยมี ท่านอารีย์ วงศ์อารยะ รองประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการ สานใจไทย สู่ใจใต้ และมีเลขาธิการ ศอ.บต.เป็นประธานการประชุม ซึ่งเราได้ตกลงจะเริ่มแนะแนวในเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1เดือน เราหวังว่า เด็กๆจะมีผลการเรียนที่ดีขึ้น และสามารถผ่านสอบข้อเขียนได้”

 

ดร.กมล กล่าวต่อและว่า ผมในฐานะคนเขียนโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ และอยู่กับโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ตน วันนี้ผ่านมาแล้ว 14 ปี และ35รุ่น เรามองว่า เด็กเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับ 3 สิ่ง คือ 1.เมื่อเขาผ่านโครงการจะมีความเข้าอกเข้าใจวิถีชีวิตของคนไทยมุสลิมในภาคอื่นๆ และจะเกิดความคิดที่ว่า เราในฐานะคนไทยคนหนึ่งเหมือนกัน จะต้องได้รับความเป็นธรรมเหมือนกัน และได้มีโอกาสได้เห็นโลกกว้าง 2.เยาวชนมีโอกาสทางการศึกษาได้เรียนต่อ บางรายอาจจะมีทุนได้เรียนต่อ แต่บางรายไม่มีทุน ก็ได้รับทุนจากครอบครัวอุปถัมภ์ในโครงการได้เรียนต่อ ทำให้บางรายได้เรียนจบในระดับปริญญาเอก ปัจจุบันมีอาชีพเป็นตำรวจ หมอ พยาบาล วิศวะ ครู และนักธุรกิจ 3.สิ่งสำคัญที่สุด ไม่มีเยาวชนคนใดในโครงการเข้าไปในขบวนการสร้างความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่

 

“เราหวังมาตลอดว่า เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ จะสามารถพัฒนาวิถีชีวิตของเขาได้เองในอนาคต”

 

 

ดร.กมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้เรามีการตั้งชมรมเยาวชนสานใจไทย สู่ใจใต้ 5 จังหวัด ทั้งในจังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส