14 พ.ย. “วันเบาหวานโลก” -World diabetes Day

World-Diabetes-Day2016

14 พ.ย. "วันเบาหวานโลก" -World diabetes Day สำหรับธีมปีนี้ “The Family and Diabetes”. "เพราะครอบครัวเป็นส่วนสำคัญในการรักษาเบาหวาน" ครอบครัวมีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิต ปรับพฤติกรรมและป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน หากครอบครัวใด มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน และส่งเสริมการดูแลสุขภาพซึ่งกันและกัน สามารถลดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานในผู้เป็นเบาหวาน รวมถึงลดอุบัติการณ์การเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่ยังไม่เป็นเบาหวานในอนาคตได้ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานได้อีกด้วยCR: #ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพMEDrathon www.facebook.com/MEDrathonพอดี หาในเฟสบุ๊กของหน่วยงานเพื่อแชร์ ไม่พบ..เลยขออนุญาตนำมาจัดทำในรูปแบบของ med info เลย

โพสต์โดย Med info เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2018

“The Family and Diabetes”. “เพราะครอบครัวเป็นส่วนสำคัญในการรักษาเบาหวาน” ครอบครัวมีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิต ปรับพฤติกรรมและป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน หากครอบครัวใด มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน และส่งเสริมการดูแลสุขภาพซึ่งกันและกัน สามารถลดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานในผู้เป็นเบาหวาน รวมถึงลดอุบัติการณ์การเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่ยังไม่เป็นเบาหวานในอนาคตได้ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานได้อีกด้วย

โรคเบาหวานคืออะไร : โรคเบาหวานคือโรคที่เซลร่างกายมีความผิดปรกติในขบวนการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน  เมื่อน้ำตาลไม่ได้ถูกใช้จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าระดับผิดปรกติ  

แล้วแค่ไหนจึงจะเรียกว่าผิดปรกติ  ใครเป็นผู้กำหนด : ในปัจจุบันหลายประเทศใช้เกณฑ์ระดับน้ำตาลที่ >126 มก./ดล.  โดยมีข้อแม้ว่าเป็นค่าของน้ำตาลในน้ำเลือดหลังจากอดอาหารมาอย่างน้อย 8 ชม. แล้ว  แต่ถ้าบังเอิญท่านไม่ได้อดอาหารมาก่อน  แต่ต้องการตรวจเลยโดยไม่อยากกลับมาใหม่ในวันรุ่งนี้  ท่านสามารถเจาะเลือดได้เลยโดยใช้ค่า 200มก./ดล.เป็นเกณฑ์

ใครเป็นผู้กำหนดตัวเลขนี้ : คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญสมาคมเบาหวานแห่งประเทศสหรัฐประชุม  กันพิจารณางานวิจัยที่มีทั้งหมดก่อนปีค.ศ.1999 เพื่อหาว่าโรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวานจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นที่ระดับเท่าใด  ผลพบโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดคือจอประสาทตาเสื่อม  เกิดขึ้นที่ระดับน้ำตาลในเลือด 126 มก./ดล  ดังนั้นความสำคัญของตัวเลขนี้ก็คือ  ทุกคนควรจะเริ่มตระหนักว่า  ถ้าเรามีระดับน้ำตาลสูงกว่า 126 เรามีโอกาสจะเกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาวของเบาหวานแล้ว  แม้ว่าที่น้ำตาลระดับนี้จะไม่ทำให้เราเกิดอาการใดๆ เลย  ดังนั้นตัวเลขนี้จึงมีความหมายในการสร้างความตระหนักเพื่อให้เรามีมาตราการใดๆ ก็ตาม  ที่จะทำให้ระดับน้ำตาลของเราต่ำกว่า 126  แต่วิธีการจะทำให้ระดับน้ำตาลของเราต่ำลงนั้น จะเป็นวิธีที่ใดจะใช้วิธีกินยาหรือไม่  ถ้าใช้ยาจะใช้อย่างไร  คงจะต้องมาพิจารณากันอีกที  เพราะการควบคุมโรคเบาหวานนั้นมีหลายวิธี  ในอนาคตเมื่อมีงานวิจัยใหม่ๆ หรือมีหลักฐานอื่นๆ มาลบล้างตัวเลข 126 นี้ลง  เกณฑ์ของการวินิจฉัยเบาหวานก็อาจจะเปลี่ยนไปเพื่อให้ประชาชนมีโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานน้อยที่สุด  เพราะที่ให้ระดับน้ำตาลสูงกว่านี้รวมกับระยะเวลาที่ผ่านไป  โรคแทรกซ้อนอื่นๆของเบาหวานเช่นหลอดเลือดแดงของหัวใจ  หลอดเลือดแดงของสมอง  โรคความดันโลหิตสูง  ไตเสื่อมและไขมันสูงก็จะตามมาอีกชุดใหญ่  อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกยังคงใช้เกณฑ์ระดับน้ำตาลที่ 200 มก./ดล.

แล้วประเทศไทยใช้ตัวเลขใด : กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยและสำนักงานประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประชุมกันใช้ตัวเลขระดับน้ำตาลที่ 126 มก./ดล. เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา

แล้วทำไมร่างกายจึงใช้น้ำตาลไม่ได้ : เราใช้น้ำตาลที่กินจากอาหารเพื่อทำให้เกิดพลังงาน  น้ำตาลที่กล่าวถึงนี้คือกลูโคส  ไม่ว่าเราจะอะไรเป็นอาหาร  กินแป้ง กินเนื้อสัตว์ กินไขมัน  ผลไม้ หรือผัก ในที่สุดมันจะต้องถูกย่อยให้เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดคือน้ำตาลกลูโคสก่อนเสมอ  แล้วกลูโคสตัวนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนแรกของขบวนการที่ทำให้เกิดการเผาผลาญที่เรียกว่า glucolysis มีทั้งหมด 10 ขั้นตอนย่อย อนึ่ง ขบวนนี้ต้องเกิดขึ้นภายในเซล  การนำกลูโคสเข้าเซล และและขั้นตอนที่ glucolysis ขั้นที่ fructose 6 phosphate เปลี่ยนเป็นfructose 1,6 phosphate  ขั้นตอนนั้นต้องใช้อินสุลิน

นอกจากนี้ ขบวนการต่อไปคือสาร pyruvate เข้าสู่ kreb cycle เพื่อให้ได้พลังงาน ATPยังมีอีกเอ็นไซสำคัญ pyruvatedehydroginase kinase ที่ต้องใช้อินสุลินกระตุ้นอีกด้วย

เมื่อกลูโคสในเลือดเข้าเซลก็ไม่ได้ ถ้าเข้าไปก็ไม่สามารถผ่านเข้าสู่ขบวนการ glucolysis กลายเป็น pyruvate ไม่ได้  แต่ถ้าแม้นบางส่วนจะสามารถผ่านเข้าไปเป็น pyruvate ได้ในกรณีเบาหวานชนิดที่ 2 อินสุลินมีอยู่แต่ออกฤทธิ์ได้ไม่ดี  เอนไซม์ที่ต้องใช้เปลี่ยน pyruvateเป็น acetyl CoA ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเพราะต้องใช้อินสุลินในขั้นตอนนี้อีกเช่นกัน

แล้วทำไมร่างกายเราจึงขาดอินสุลิน : การขาดอินสุลินมีอยู่ 2 แบบหลักๆ

  1. ร่ายกายขาดฮอร์โมนอินสุลินจริงๆหมายถึงอินสุลินเท่ากับศูนย์  ไม่มีเลยทั้งนี้เพราะโรงงานที่ผลิตคือตับอ่อนผลิตอินสุลินไม่ได้ ส่วนจะผลิตไม่ได้เพราะอะไรยังสามารถแยกแยะต่อไปได้อีก

1.1 ถ้าผลิตไม่ได้เพราะเซลเบต้าที่ผลิตถูกทำลายโดยภูมิคุ้มกันของตัวเอง  องค์การอนามัยโลก(WHO classification) ให้เป็น เบาหวานชนิดที่ 1 เขียนสั้นๆ ว่า DM1

1.2 ถ้าผลิตไม่ได้เพราะเซลเบต้าถูกทำลายด้วยสาเหตุอื่นเช่น มะเร็ง  เหล้า เบียร แอลกอฮอลล์แร่เหล็ก หรืออะไรอย่างอื่นไปตกตะกอนในตับอ่อน  หรือตับอ่อนถูกตัดเช่นเกิดอุบัติเหตุ WHO ให้เป็นเบาหวานอื่นๆ (other DM)

  1. ร่างกายไม่ได้ขาดอินสุลินตับอ่อนสามารถผลิตอินสุลินได้ดี หรืออาจจะผลิตได้มากกว่าปรกติด้วยซ้ำ แต่อินสุลินไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าเซลได้  อย่างนี้พูดได้ว่ามีแต่ก็ใช้ไม่ได้  เสมือนหนึ่งว่าขาด กลไกแบบนี้WHO จัดให้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เขียนสั้นๆ ว่าDM2

มาดูภาพประกอบง่ายๆ จาก Diabetes.UK กัน  

ถ้าเซลรางกายของเราเปรียบเสมือนบ้าน   และน้ำตาลกลูโคสเปรียบเสมือนคนที่ต้องการเข้าบ้าน  และอินสุลินเปรียบเสมือนกุญแจ  คนไม่สามารถเข้าบ้านไม่ได้อาจเกิดจาก

1.ไม่มีกุญแจ

2.มีกุญแจ แต่กุญแจไขไม่ออก

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษาลึกลงไปจนเห็นระดับเซล  เขาพบว่าร่างกายมีประตูที่เป็นทางเข้าของน้ำตาลจริงๆ ด้วย  เราเรียกประตูนั้นว่าว่า Insulin receptor ดังนั้นเมื่อกลไกการเกิดโรคเบาหวานเกิดได้หลายกลไก  การรักษาจึงแตกต่างกันไปตามสาเหตุด้วย  แต่อย่าลืมว่าธรรมชาติเป็นสิ่งมหัศจรรย์  ในบางคนหรือแม้แต่ในคนเดียวกันแต่ในช่วงเวลาต่างกัน  ก็สามารถจะเกิดโรคเบาหวานได้จากกลไกที่มากกว่า 1 อย่าง

อาการของโรคเบาหวาน

อาการของโรคเบาหวานที่พบบ่อย: ปัสสาวะบ่อย  กระหายน้ำมาก  หิวมากกว่าปรกติ น้ำหนักลด  อ่อนเพลีย สมาธิไม่มี  ชาปลายมือปลายเท้า ตามัว  ป่วยบ่อย ติดเชื้อบ่อย คลื่นไส้ เวียนหัว หงุดหงิด  ขบคิดปัญหาง่ายๆ ไม่ดี  แผลหายช้า  คันผิวหนัง คันช่องคลอด  อาการที่พบบ่อยนี้จะเริ่มสังเกตเห็นได้เมื่อระดับน้ำตาลสูงกว่า 200 มก./ดล. ทั้งนี้เพราะไตสามารถเก็บกักกลูโคสได้มากทีี่สุดประมาณ 160-180 มก./ดล. ที่ระดับน้ำตาลสูงกว่านี้กลูโคสเป็นสารที่ดูดน้ำเอาไว้  จึงพาเอาน้ำและเกลือแร่อย่างอื่นเช่นโซเดียม  ขับออกมาเป็นปัสสาวะจำนวนที่มากกว่าปรกติ  ผู้ป่วยจะสังเกตได้ง่ายคือแม้ไม่รับประทานน้ำในขณะหลับ  ก็ยังต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะ  ส่วนอาการผิวแห้ง คัน กระหายน้ำนั้นเป็นผลพวงของปัสสาวะที่มากนั่นเอง  ส่วนอาการทางอารมณ์และสมอง เกิดจากความหนืดของเลือดที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งสมองสามารถสังเกตได้ค่อนข้างไวนั่นเอง

ดังนั้นในคนที่ระดับดับน้ำตาลสูงกว่าเกณฑ์ 126 มก./ดล.จึงไม่มีอาการใดๆ และโดยบังเอิญในการตรวจร่างกายประจำปี

เรียบเรียงโดย พญ.ธนพร รัตนสุวรรณ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย

Med info