ทำไม ปชป.จึงพ่ายยับเยินในภาคใต้? เปิดบทวิเคราะห์ “วานิช สุนทรนนท์” บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฅนตรัง เมื่อวันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2562 ความจริงแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเก่าแก่ที่สุดอย่างประชาธิปัตย์ประสบกับความพ่ายแพ้ไม่เพียงแต่ภาคเดียวแต่เป็นทั่วประเทศอย่างย่อยยับชนิดไม่เคยมีมาก่อน

ความเห็นส่วนตัวที่ผมจะมองถึงสาเหตุของความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคใต้ที่ผมอาศัยอยู่ ที่หลายสิบปีมานี้พรรคประชาธิปัตย์เคยครองเก้าอี้เกือบจะยกภาคและไม่เคยประสบกับเหตุการณ์ที่เหลือจำนวน ส.ส.ไม่ถึงครึ่งเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การจะมองหาถึงสาเหตุเราจะละเลยภาพรวมของพรรคไปทั้งหมดก็ไม่ได้ และจะหลงลืมถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆ ก็ไม่ได้ จากนั้นจึงจะพูดถึงบางประเด็นสำคัญเฉพาะพื้นที่ภาคใต้

การพูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ในวันหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งเพียงวันเดียวอาจจะเร็วไปสำหรับการรวบรวมข้อมูล ผมจึงจะพูดถึงแบบกระชับๆ ไม่ลงในรายละเอียดมากนัก ยกเว้นในประเด็นเกี่ยวกับภาคใต้โดยตรงในตอนท้าย

*** สภาพปัจจัยภายนอกพรรค

1. โลกและประเทศเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ผู้คนจึงหันไปหาพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่เสนอตัวมาเป็นตัวเลือกในการลงคะแนนครั้งนี้

2. พรรคการเมืองอย่างพรรคพลังประชารัฐ อนาคตใหม่ เป็นพรรคใหม่ที่ไม่มี ส.ส.มาก่อน จึงคล้ายจะไม่มีบาดแผลให้ใครๆ ได้พูดถึงหรือขีดข่วนได้

3. พรรคการเมืองบางพรรคมีความกล้าที่จะเสนอนโยบายที่แตกต่าง อย่างเช่น พรรคภูมิใจไทยที่จะให้คนไทยปลูกกัญชาได้บ้านละ 6 ต้น รวมทั้งผู้คนจะคิดไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงของพรรคที่สามารถพลิกพัฒนาจังหวัดบ้านเกิดได้อย่างน่าชื่นชมว่าจะสามารถนำพาประเทศเดินไปได้เช่นกัน

4. ระบบโซเชียล เน็ตเวิร์ค ที่ก้าวหน้า ทำให้ประชาชนเรียนรู้ความเป็นอยู่และความเป็นไปของนักการเมืองและของพรรคการเมืองต่างๆ ได้อย่างรู้เท่าทันมากขึ้น

*** สภาพปัจจัยภายในพรรคประชาธิปัตย์

** สภาพทั่วไปของพรรค

1. โครงสร้างของพรรคมีปัญหาและอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะพรรคนี้ยังคงมีนักการเมืองผู้อาวุโสที่มีอิทธิพลทางความคิดให้กับคนในพรรคอีกจำนวนมาก จนเกิดเป็น ‘ความเกรงใจ’ ในคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะเข้าไปคัดคาน สังเกตได้จากการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งหลังสุดที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงกับประกาศว่า ต่อไปนี้ตนจะไม่เกรงใจใครอีกแล้ว แต่น่าเสียดายที่สายไป

2. ภาพลักษณ์ของพรรคเป็นพรรคแนวอนุรักษ์นิยมที่ไม่ค่อยจะเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ของประเทศและพรรคการเมืองหลายพรรคอื่นๆ

3. ระยะเวลาราวๆ 20 ปีที่ผ่านมา พรรคพ่ายแพ้การเลือกตั้งมาทุกครั้งและเป็นฝ่ายค้านในสภาฯมาตลอด จึงไม่สามารถฝากผลงานการบริหารประเทศให้ประชาชนจดจำได้ ยกเว้นตอนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่อาจจะเป็นเพราะสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงตลอด 2 ปีกว่านั้น จึงไม่มีผลงานโดดเด่นอีกเช่นกัน

4. สถานการณ์ทางการเมืองหลังทหารรัฐประหารและบริหารประเทศมาแล้ว 5 ปี ผู้คนยังไม่มั่นใจว่าถ้าเลือกประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลอีกจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่

5. ปรากฏการณ์คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ

(1) ตั้งแต่การก่อความเคลื่อนไหว กปปส. ที่แยกผู้เข้าร่วมนำการชุมนุมไม่ออกว่าใครเป็นหรือไม่เป็นพรรคประชาธิปัตย์ จริงอยู่ ในสถานการณ์ครั้งนั้นทำให้ผู้คนเกิดการเรียนรู้ทางการเมืองสูงขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจจะมีการมองกันได้ว่า พรรคมีส่วนในการก่อความวุ่นวาย และมีส่วนในการเปิดสภาวะการณ์ให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ

(2) ต้องยอมรับความจริงว่า การที่คุณสุเทพออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปสนับสนุนการตั้งพรรคใหม่นั้นทำให้พรรคขาดกำลังสำคัญไปพอสมควร

6. พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคกันใหม่ในช่วงหน้าการเลือกตั้งเพียงไม่นาน ด้านหนึ่งเป็นระบบประชาธิปไตยภายในพรรคอย่างน่าชื่นชม แต่ขณะเดียวก่อนย่อมทิ้งบาดแผลไว้ให้เยียวยากันเองในระดับหนึ่ง

7. คล้ายว่าพรรคไม่เอาจริงกับ ‘คนรุ่นใหม่’ หรือ New Dem เท่าที่ควรจะเป็น หลายคนคงจำได้ว่า ก่อนการเลือกตั้งพรรคได้เปิดตัวคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจจำนวนมาก เพื่อ ‘เป็นสะพานที่เชื่อมคนรุ่นใหม่ทั้งในพรรคและนอกพรรค’ และมีความคิดดีๆ ใหม่ๆ เข้ามามากมาย เช่น แนวคิดยกเลิกการเกณฑ์ทหาร การผลักดันแนวคิด E-sports รวมทั้ง แนวคิด E-Government แนวคิด Universal Design และแนวคิด Youth Leaque ที่จะให้คนอายุ 18-24 ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ฯลฯ แต่ปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจเหล่านี้ปรากฏอยู่ได้ไม่นานก่อนจะหายเข้ากลีบเมฆเก่าๆ ในพรรคไปอย่างน่าเสียดาย

1. เป็นหลายๆ สมัย ที่ ส.ส.ภาคใต้ของพรรคแทบจะไม่มีผลงานให้คนปักษ์ใต้ได้ชื่นชมเลย ผู้คนกล่าวกันว่า หลังจาก ‘ป๋าเปรม’ เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีชาวใต้ได้ก่อสร้างสะพานติณฯเพื่อเชื่อมแผ่นดินสงขลา-เกาะยอ-ระโนด แล้ว หลัง ‘นายหัวชวน’ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีคนใต้สองสมัยได้ก่อสร้างถนนสี่เลนให้กับถนนสายหลักของภาคแล้ว คนใต้แทบจะไม่ได้เห็นโครงการใหญ่ๆ สำคัญๆ เพื่อพัฒนาภาคใต้อีกเลย จริงอยู่ ร่วมๆ 20 ปีมานี้พรรคแทบจะเป็นฝ่ายค้านตลอดเวลา แต่อย่างลืมว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว พรรคก็เป็นรัฐบาลอยู่ช่วงเวลาหนึ่งในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ถามว่า ช่วงเวลากว่า 2 ปีนั้น มีโครงการอะไรดีๆ ให้คนภาคใต้ได้ภาคภูมิใจและจดจำบ้าง

2. การคัดคนมาเป็นผู้แทนภาคใต้หลายๆ ครั้งที่คล้ายจะขาดคุณภาพ จนเป็นที่มาของคำว่า ‘เสาไฟฟ้า’ น่าเสียดายที่คนเหล่านั้นเมื่อได้เป็นผู้แทนแล้วทางพรรคไม่เคยทำการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลเลย คือ ถ้าไม่ตาย ไม่ย้ายพรรค ไม่ถูกดำเนินคดี ก็จะไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร พฤติกรรมเช่นนี้ คนใต้จำนวนมากมายรู้สึกว่าตนถูกดูแคลน

3. การประกาศนโยบาย ‘ปฏิญญาทุ่งสง’ ไม่ประสบความสำเร็จ, เมื่อต้นเดือนกุมภาฯ ที่ผ่านมา พรรคได้จัดปราศรัยระดับภาคเป็นครั้งแรกที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อประกาศ ‘ปฏิญญาทุ่งสง’ ถึงนโยบายสำคัญๆ สำหรับภาคใต้ ยกตัวอย่างเช่น การสร้างถนนมอเตอร์เวย์สายแรกของภาคใต้ จากสุไหงโก-ลกขึ้นกรุงเทพฯ / เร่งรัดการก่อสร้างรถไฟทางคู่จากกรุงเทพฯเชื่อมสถานีบัตเตอร์เวิร์ธของมาเลเซีย / เปลี่ยนระบบการปกครองของภูเก็ตให้เป็นมหานคร / ยกระดับศูนย์กลางแพทย์เป็นระดับสูงใน ม.วลัยลักษณ์, ม.สงขลานครินทร์ และ ม.นราธิวาสราชนครินทร์ ฯลฯ “ขอเดิมพันด้วยชีวิตของตนและของพรรค เหมือนพระเจ้าตากสินทุบหม้อข้าวตีเมืองจันทน์ หากครั้งนี้ทำไม่สำเร็จขอให้ประชาชนอย่าเลือกอีกเลย…” นายพิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค และผู้รับผิดชอบการเลือกตั้งภาคใต้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้สัมภาษณ์กับสื่อผู้จัดการออนไลน์ไว้อย่างนั้น ถามว่า… มาถึงวันนี้มีคนใต้สักกี่คนที่ให้ความสนใจ จดจำ วาบหวังกับ ‘ปฏิญญาทุ่งสง’ บ้าง

4. ความล้มเหลวของชายชื่อ ‘ชวน หลีกภัย’

(1) ต้องยอมรับความจริงว่า ตลอดเวลาหลายสิบปีมานี้ นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย เป็นแม่ทัพตัวจริงของพรรคในการกรำศึกเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ จนมีการกล่าวขานกันว่า ถ้าผู้สมัครคนใดเสียงตก ทำท่าว่าจะลำบาก เพียงนายชวนไปปราศรัยร่ายมนต์ไม่กี่นาที ผู้สมัครคนนั้นก็จะกลับมาเดินยิ้มเข้าสภาฯได้ทันที แต่ไม่ใช่ครั้งนี้…

(2) ต้องยอมรับอีกว่า นายชวนเป็นคนขยัน ทุ่มเท เสียสละตัวเองอย่างยิ่งทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ตัวเขาจะเดินทางไปปราศรัยช่วยลูกพรรค ลูกทีม ทุกจังหวัดอย่างไม่คิดเหน็ดเหนื่อย การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ไม่ต่าง ในวัยกว่า 70 เขายังมีความแข็งแกร่งอย่างน่าชื่นชมยิ่ง

(3) น่าเสียดายที่การปราศรัยเกือบจะทุกครั้งของนายชวน ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหน เป็นเวลาดึกดื่นแค่ไหน นอกจากจะบอกเล่าความจริงให้ผู้คนได้รู้เท่าทันทางการเมืองมากขึ้นแล้ว เขามักจะฉายภาพซ้ำ พูดถึงประวัติตัวเองสมัยไปอาศัยวัดที่กรุงเทพฯเพื่อเรียนหนังสือ พูดถึงความสำเร็จเก่าๆ สมัยตนเป็นนายกรัฐมนตรี พูดถึงความดีของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ไม่วายที่จะบอกเล่าถึงความไม่ดีของหลายๆ คนจากหลายๆ พรรคการเมือง

(4) จากการติดตามฟังการปราศรัยของนายชวนตั้งแต่เวที ‘ปฏิญญาทุ่งสง’ มาถึงเวทีที่ตรังและจังหวัดอื่นๆ ในช่วงการเลือกตั้ง เขาก็ยังปราศรัยในรูปแบบและเนื้อหาเดิมๆ คล้ายจะชวนผู้คนให้ ‘เดินหน้าไปข้างหลัง’ กระนั้น ไม่มีอะไรใหม่ๆ ที่พอจะยึดเหนี่ยวหรือสร้างความหวังใหม่ๆ จากการปราศรัยของชายชื่อชวน หลีกภัย ผู้ได้รับฉายาจากหลายๆ ฝ่ายว่า เป็นดั่ง ‘แผ่นเสียงตกร่อง’ ได้เลย

(5) ที่พูดถึงนายชวนเช่นนี้ ไม่ได้หมิ่นแคลนใดๆ เพียงแต่นำความจริงมาพูด คนดีอาจจะเป็นคนดีได้ตลอดไป แต่นักการเมืองดีจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัว พัฒนา มากกว่าเท่าที่เห็นและเป็นอยู่