“กช” นายบงกช ยุพา ชื่อในวงการ Cobrak อ่านว่า คอบบร้าเค เด็กหนุ่มจังหวัดยะลา ที่เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศาลายา และเคยทำรายการ Thai Rap TV ( ไทยแร็พทีวี)ช่องไทยพีบีเอส กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นแร๊ปเปอร์ได้ในวันนี้ว่า ความเป็นแร๊ปเปอร์เริ่มจากความสนใจในการเต้น B-boy และได้ลองไปหัดเต้น2คนกับเพื่อน ตอนนั้นเพิ่งเรียนอยู่โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง จังหวัดยะลา ช่วงประมาณปี 2549 ตอน ม.2 ซึ่งยุคนั้นยังไม่มีใครทำอะไรเกี่ยวกับด้านนี้เลย มีเพียงกลุ่มเล็กๆที่มีความสนใจอะไรแบบนี้ และจะเป็นเพียงกลุ่มรุ่นพี่ จึงได้ไปลองเต้นกับเพื่อนอยู่ 2 คน จนกระทั่งเราเต้นลงท่าผิดแล้วได้รับบาดเจ็บ จากตรงนั้นจึงได้คุยกับเพื่อนว่า เราน่าจะลองทำอย่างอื่นดู แต่ยังคงมีกลิ่นอายในลักษณะนี้ที่เราชอบ

ตอนนั้นเราเริ่มซึมซับและสนใจแร๊ปเปอร์ เราจึงเริ่มฟังเพลงแร๊ป จากศิลปิน ไทยเทเนียม ดาจิม เมื่อเราลองฟังเราก็เกิดความชื่นชอบ ซึ่งเราจะแต่งเพลงยังไง เพราะสมัยนั้นยังไม่มียูทูป ทำให้เราต้องนั่งฟังเพลงแร๊ปและถอดเนื้อที่ละคำ ดูความคล้องจองว่า แต่งเพลงแร็ปแบบไหน เหมือนกลอน 8 หรือกลอน 11 หรือไม่ ซึ่งผมก็ลองผิด ลองถูกไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี เราเริ่มทำกันง่าย อัดด้วยตัวเอง โดยใช้ไมโครโฟน หูฟัง ให้ทุกคนเงียบแล้วก็อัดเสียง ไม่มีการตัดต่อเสียง หรือทำอะไรเลย เราทำกันมาแบบงูๆปลาๆกันมากับเพื่อน 2 คน ซึ่งสื่อที่สอนเรื่องพวกนี้สมัยก่อนยังไม่มีเลย เพลงแรกผมตั้งชื่อว่า “เด็กแนว” ตอนนั้นเพลงที่แต่งยังไม่ดีมาก เป็นเหมือนการทดลองทำ เราก็ไม่เคยคิดจะกลับไปฟังเลย

“เราต้องยอมรับว่า เพลงแร๊ปค่อนข้างฟังยาก เข้าถึงคนยาก แต่เราก็อยากทำไปเรื่อยๆ จนเราได้ไปสะดุดกับพี่คนหนึ่งที่เห็นความสามารถ ตอนนั้นมีกลุ่มลูกเหรียง พี่ชมพูให้โอกาสเราทำอัลบั้มเพลงเนื้อหาเกี่ยวกับ HIV ผมกับเพื่อนจึงเริ่มรู้แล้วว่า เราเหมาะกับเพลงแนวนี้ที่สะท้อนสังคม และให้ความรู้กับสังคมมากกว่าเพลงเด็กแนว”

กช กล่าวต่อว่า จากจุดเริ่มต้นที่เราได้รับโอกาสให้ทำอัลบั้มเพลง ประมาณ 10 เพลง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ เรื่อง HIV ที่เป็นเสมือนสื่อการสอนในรูปแบบเพลงแร็ป ตรงนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมกับเพื่อนกล้ารับทำเพลง และกล้ารับผิดชอบที่จะทำเพลงที่บอกเล่าปัญหา เพื่อสะท้อนสังคม และให้ประโยชน์กับสังคมไปพร้อมกับกลิ่นอายความมั่นในแบบแร็ปเปอร์ ซึ่งใช้เวลาทำอัลบั้มชิ้นแรกไม่ถึงเดือน

ตอนนั้นเส้นทางแร็ปเปอร์เริ่มกำลังจะไปได้ดี แต่มาเจอจังหวะที่จะต้องแยกกับเพื่อน เพื่อนเลือกเรียนต่อที่จังหวัดสงขลา ส่วนผมเลือกเรียนที่กรุงเทพฯ ซึ่งผมเหมือนจับไม้ต่อ ก็มาเริ่มทำที่กรุงเทพฯ เพลงที่ผมทำและเริ่มมีความโอเคอยู่ ชื่อเพลง “พื้นที่สีแดง” ที่เนื้อหาเพลงผมเขียนบอกเล่าเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีคนในโซเชียลเริ่มให้ความสนใจกับเพลงที่ผมทำมากขึ้น

หลังจากผมตอบรับจากเพลง “พื้นที่สีแดง”ที่ได้รับการตอบรับจากชาวโซเชียล ผมก็ทำเพลง “เงินโว้ย”คราวนี้ผมเอาเนื้อหาที่สะท้อนปัญหาสังคมเช่นกัน ซึ่งทำให้คนสนใจเป็นจำนวนทวีคูณมาก เพราะไม่ใช่แค่ให้ความรู้ หรือเพื่อสังคมอย่างเดียว ซึ่งเราต้องยอมรับว่า คนไม่ชอบฟังเพลงรณรงค์ แต่คนชอบฟังเพลงที่ใส่ความคิดลงไป มีทัศนคติ มีชั้นเชิงวาจาในการพูดและต้องใกล้ตัว จนนำไปสู่การทำเพลง “โครตเฟี้ยว” ออกมาที่มีเนื้อหาจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคม เช่นท่อนหนึ่งของเพลงโครตเฟี้ยว “เหมือนจะใจดีฟรี wifi กันสะบัด แต่ว่าไม่ฟรีรหัสโครตเฟี้ยวโว้ยยยย!” ที่มีเนื้อหาเชิงประชดประชัน กลายเป็นแร็ปเปอร์เสียดสีสังคม ทั้งหมดในเนื้อหาล้วนเป็นเรื่องราวใกล้ตัวที่เราเอามาร่วมเป็นเนื้อหาเดียวกัน และจากเพลงนี้ทำให้เกิดกระแสด้านบวกอย่างถล่มทลายคนรู้จักเพลงและผมมากขึ้น

“ผมทำเพลงในเชิงดาร์ก แต่ไม่ใช่ดาร์กในเชิงคำพูด แต่เป็นดาร์กในเชิงทัศนคติ ที่เรานำเรื่องราวเชิงลบออกมาพูดให้คนเห็น กลับกลายเป็นว่า คนคิดและเห็นเหมือนเรา คอมเมน์เพลงที่ผมแต่งไม่มีคนไล่หรือด่ากับเพลงที่ผมแต่ง กลายเป็นคนเห็นด้วย ในกระบอกเสียงที่เราทำหน้าที่แทนเขาผ่านเพลงแร็ป”

กช กล่าวอีกว่า จากการทำเพลงเพื่อสะท้อนสังคมทำให้ได้รับโอกาสทำอัลบั้มเพลงที่ใหญ่กว่าเดิมอีกครั้ง ภายใต้โครงการเยาวชนนักพัฒนาจริยธรรม คุณธรรม ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดฯ ที่บอกเล่าเกี่ยวกับผู้ได้รับรางวัลพระราชทาน

“จากโอกาสครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกดีใจอย่างมาก เพราะการทำเพลงแร๊ปเพื่อสังคม ทำให้ผมได้รับรางวัลเข็มกลัดพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และผมถือเป็นแร็ปเปอร์คนเดียวในเมืองไทยที่ได้รับรางวัลพระราชทาน”

กช กล่าวอีกต่อว่า การเป็นแร็ปเปอร์เสมือนผู้กระจายข่าวทางศิลปะ เป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวต่างๆในช่วงทามไลน์ของเวลานั้นๆ ซึ่งเมื่อเราเรียนจบ อาชีพแร็ปเปอร์กลายเป็นอาชีพเราไปแล้ว แม้ว่า จะเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศาลายา ซึ่งผมได้ไปทำงานวิศวะเครื่องมือแพทย์ เมื่อลองทำงานดู ผมรู้สึกไม่ใช่ตัวผม จึงตัดสินใจลาออกมาทำงานดานเพลงอย่างเต็มตัว .โดยผมเปิดสตูดิโอให้อัดเพลง แม้ว่าช่วงแรกๆอาจจะได้เงินน้อยเมื่อเทียบกับงานประจำ แต่ตอนนี้ผมกล้าใช้คำว่า “อาชีพแร็ปเปอร์”

ทั้งนี้เมื่อปีที่แล้ว ได้เกิดกระแสอีกครั้งกับเพลง “ไฟใต้” ที่ตนใช้ไปสมัครในเวทีแร็ปเปอร์หนึ่งของเมืองไทย ซึ่งหลังจากที่ร้องเพลงดังกล่าวที่แต่งนั้น ทำให้เพลงโดนตัดห้ามออกอากาศ แต่กลับมาหลุดในโซเชียลแทน ซึ่งทำให้เพลงดังกล่าวได้รับความสนใจพร้อมกับคนร้อง

ในฐานะเป็นคนจังหวัดยะลาที่เป็น 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเจอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติของผมไปแล้ว และผมก็มันใจว่า คนในพื้นที่ก็รู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึกไปแล้ว ผมไม่อยากให้การยิงกันกลายเป็นชีวิตประจำวัน ผมต้องการกระตุ้นปัญหาและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ดี โปรเจ็คเพลงล่าสุดที่ผมได้มีโอกาสกลับมาช่วยบ้านเกิดของผมจังหวัดยะลา คือเพลง ‘มาตะมายะลา’ ที่ผมร้องคู่กับ TEMMAX นายธีรวัฒน์ เดชวัฒน์ ขวัญใจชาวใต้ ซึ่งการทำเพลงครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ เทศบาลนครยะลา Amazing ไทยเท่ และอีกหลายภาคส่วนที่ต้องการสื่อสารภาพลักษณ์ที่เป็นมุมดีดีในบ้านเรา

“ไม่ว่าจะด้วยทางไหนก็ตาม เราทุกคนสามารถช่วย 3 จังหวัดบ้านเราได้ และผมเลือกใช้ด้านที่ผมถนัด คือ การร้องเพลงแร็ป ที่ใช้ความเป็นแร๊ปเปอร์ของผมช่วย 3 จังหวัด” กช กล่าว