เด็กใน พ.ศ. ๒๕๕๙ ยังไปสนามบินธนาคารออมสิน สวนสัตว์ ทะเล ฯลฯ หรือ ใต้ถุนอาคารเรียนที่โรงเรียน รวมถึงศาลากลางหมู่บ้าน ไม่ต่างจากปี พ.ศ.๒๔๙๘ ที่ จอมพล ป. พิบูลสงครามรับแนวคิดมาจากสหประชาชาติแล้วให้คุณชอุ่ม ปัญจพรรค์ ประพันธ์เพลงเพื่อปลูกฝังให้เด็กรู้จักตนเอง รวมถึง สิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย การยึดมั่นในสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความรับผิดชอบต่อทั้งตนเองและสังคม

เด็ก ยังต้องการความตื่นเต้นที่บรรเจิดด้วยจินตนาการ โดยมีความสนุกเป็นเครื่องตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยจากการได้ไปเที่ยว

ผู้ใหญ่ ยังต้องการให้เด็กมีคุณ-ลักษณะตามเนื้อเพลง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘แต่ผู้ใหญ่ ก็เปลี่ยนคำขวัญวันเด็กทุกปีเสมือนกับทำแผนระยะสั้น แต่ลืมแผนยุทธศาสตร์ในระยะยาว เด็กเกิดหลัง จึงถูกบ่น จากคนที่เกิดก่อนทุกปีไป

Input คือ เด็ก ยังเหมือนเดิม สดใสตามวัย ไม่ว่าเกิดในยุคไหน Output ดีขึ้นตามข้อมูลอัตราการได้รับโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะภาคบังคับ Outcomeทำไมจึงยังเป็นปัญหาไม่บรรลุตามตัวชี้วัด ที่ตั้งไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘

สถาบันครอบครัว เปลี่ยนไปมากแล้ว จากครอบครัวขยาย มาเป็นครอบครัวแบบปัจเจก สถาบันศาสนา ถูกแยกออกไป ตั้งแต่เอาโรงเรียนออกจากวัดแล้วมาฝากไว้กับกระทรวงศึกษาธิการ

“บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน(รวมสถานศึกษาทุกระดับ) สามเสาหลักในการดูแลคนจึงเหลือ “สถานศึกษา” ที่ต้องรับภาระจากสถาบันครอบครัว และสถาบันศาสนาเข้ามาเพิ่ม

ในขณะที่สถาบันการศึกษาก็ถูกปฏิรูปไม่รู้กี่ต่อกี่ครั้ง จนวนกลับมาที่เดิมคือ ให้เด็กเดินแถวเข้าห้องเรียน

ดังนั้น แนวทางที่สถาบันการศึกษาจะพยุงสังคมไว้ได้ คือพอได้แล้วกับการตั้งคำถามแบบเดิม พอได้แล้วกับการวางแผนยุทธศาสตร์ พอได้แล้วกับการประชุมเพื่อ SWOT พอได้แล้วกับประเทศนั้น เป็นอย่างนั้น ประเทศนี้เป็นอย่างนี้

พอได้แล้วกับการตรวจประเมินประกันคุณภาพด้วยวิธีเดิม พอได้แล้วกับโรคเห่อ IT จนเกินพอดี เราทำสิ่งเหล่านั้นมามากจนเกินพอแล้ว ส่งนักเรียน นักศึกษา และครูอาจารย์ กลับเข้าห้องเรียนเพราะเด็กใน พ.ศ. ๒๕๕๙ ยังเกิดมาแล้วมีจินตนาการเหมือนเด็กเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘

ที่ผ่านมา ใครคือผู้ทำลายจินตนาการของเด็ก

….