หลังจากที่อัตราการติดเชื้อโควิดในประเทศพุ่งสูงระดับสะพรึงถึง 2,000 – 3,000 คนต่อวันมาเป็นสัปดาห์ เย็นวันนี้นายกรัฐมนตรี มูยีดดีน ยาสซีน แห่งมาเลเซีย แถลงยกระดับการล็อคดาวน์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในรัฐและพื้นที่รัฐบาลกลางจำนวน 8 รัฐที่ให้มีการล็อกดาวน์เต็มรูปแบบเหมือนที่ประกาศครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 2 สัปดาห์ นับตั้งแต่เที่ยงคืนวันพุธที่ 13 ถึงวันที่ 26 เดือนนี้

รัฐและพื้นที่ทั้งแปดคือ ปีนัง, สลังงอร์, มะละกา, ยะโฮร์, ซาบาห์, กัวลาลัมเปอร์, ปุตราจายา, และเกาะลาบวน

การล็อกดาวน์ที่ในมาเลเซียซึ่งใช้คำว่า ‘คำสั่งควบคุมการเคลื่อนที่’ (ของประชากร) หรือ Movement Control Order (MCO) ในพื้นที่ข้างต้นจะทำในระดับเต็มรูป เช่นจำกัดการเดินทางของประชาชนให้อยู่ในรัศมี 10 กิโลเมตรจากที่พัก, การตั้งด่านตรวจ, หรือการปิดสถานประกอบการต่างๆ รวมทั้งราชการยกเว้นที่จำเป็น เป็นต้น

รวมทั้งมีข้อยกเว้นพิเศษให้อุตสาหกรรมและบริการบางประเภทดำเนินไปได้เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดของซัพพลายเชนของสินค้าที่จำเป็น

รัฐบาลยังกลับไปห้ามการเดินทางข้ามรัฐทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐที่มี MCO ระดับใดก็ตาม

สำหรับรัฐอื่น ๆ ที่การติดเชื้อไม่รุนแรกเท่ากลุ่มแรก ให้มีการใช้ MCO ในระดับที่เบาลง คือ เป็น MCO ตามเงื่อนไขพิเศษเสีย 6 รัฐ และอีก 2 รัฐคือเปอร์ลิศกับ ซาราวักให้ใช้มาตรการ MCO ระดับฟื้นฟู

มาเลเซียประกาศล็อคดาวน์ทั่วประเทศก่อนใครเพื่อนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว การควบคุมในเวลานั้นเป็นไปอย่างเข้มข้นและปรับตามสถานการณ์ รัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการทีละนิดตั้งแต่กลางเดือนเมษายนปีที่แล้วเมื่อสถานการณ์การติดเชื้อทำท่าจะดีขึ้น พอถึงเดือนพฤษภาคม รัฐบาลจึงเปลี่ยนระดับการควบคุมเป็น MCO แบบมีเงื่อนไขเพื่อเปิดให้ภาคธุรกิจได้ดำเนินการได้มากขึ้น ถัดมาในเดือนมิถุนายนมาตรการนี้ก็ผ่อนคลายลงจนถึงระดับ MCO ระยะฟื้นฟูที่มีรายละเอียดมากมายแต่พูดง่าย ๆ ว่าเบาลงเรื่อย ๆ

ทุกอย่างทำท่าจะไปได้สวยจนกระทั่งถึงการเลือกตั้งซ่อมที่ซาบาห์ในเดือนตุลาคม หลังเลือกตั้งตัวเลขการติดเชื้อรายวันพุ่งจากเลขสองหลักเป็น 691 คนในเวลา 4 วัน

เลือกตั้งซาบาห์เป็นจุดเริ่มต้นมหกรรมโควิดรอบสอง ตามด้วยการติดเชื้อในคล้สเตอร์แรงงานอพยพในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลัสเตอร์คนงานเนปาลและบังกลาเทศในโรงงานของบริษัท Top Glove ผู้ผลิตถุงมือทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การระบาดรอบสองยำ่แย่กว่ารอบแรกเพราะศักยภาพของโรงพยาบาลและสถานกักตัวเริ่มไม่เพียงพอรองรับผู้ป่วย จนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขประกาศนโยบายให้ผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการกักตัวเองอยู่กับบ้านไปก่อนแทนที่จะเข้ากักตัวในสถานที่ของรัฐ

เหตุผลหลักจากปากของคุณหมอ นูร์ ฮิชาม อับดุลลาห์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียคือจำนวนการติดเชื้อที่พุ่งปรู้ดปร้าดในหมู่แรงงานข้ามชาติผู้ไม่มีที่กักกันตนเองที่เหมาะสมที่บ้าน ทำให้ยอดการติดเชื้อถึงวันละกว่าพันคนตั้งแต่ตอนนั้น

นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันก็ปาเข้าไปวันละกว่า 2,000 คน และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ขณะนี้การติดเชื้อไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติอีกต่อไป แต่ได้กระจายไปในชุมชนเรียบร้อยแล้ว ที่น่าหวั่นใจคิอคุณหมอนูร์ ฮิชาม พูดไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคมว่า ราว 84 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อในประเทศที่มีอยู่เป็นผู้ติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ

ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณหมอ นูร์ ฮิชาม ออกมาเตือนหลายครั้งเรื่องการขยายขอบเขตการติดเชื้อในประเทศ แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายการเมืองจะใช้เวลานานในการตัดสินใจว่าจะกลับไปล็อคดาวน์หรือไม่ เป็นเหตุให้เกิดเสียงก่นด่าจากประชาชนจำนวนมาก ในขณะที่บางส่วนที่เกรงผลกระทบว่าล็อคดาวน์แล้วจะทำมาหากินไม่ได้ก็มีความเห็นไปอีกทาง ระหว่างนั้นก็มีภาพแสดงให้เห็นถึงความแออัดในสถานที่กักตัวบางแห่งหลุดออกมาให้เห็นในโซเชียลมีเดียให้ตกใจเล่น

ทางด้านโควิด-19 ก็ลัลล้าอาละวาดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมไปเรื่อยตั้งแต่ระดับโรงงานไปถึงปุตราจายา ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 สำนักนายกรัฐมนตรีออกแถลงการณ์ว่าบัดนี้ นายมุสตาฟา โมฮัมหมัด รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงติดเชื้อไปเรียบร้อยแล้ว ตามมาด้วยข่าววันนี้ว่ารัฐมนตรีหญิง รีน่า ฮารุน แห่งกระทรวงพัฒนาสตรี, ครอบครัว, และชุมชน ที่เจอแจ็คพอตผลตรวจเป็นบวกเช่นกัน

ส่วนเรื่องจะต้องกักตัวคณะรัฐมนตรีทั้งชุดหรือไม่ ยังไม่มีข่าวแต่ประการใด

ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีขาแซวสัญชาติมาเลเซียคนหนึ่งออกมาอวยรัฐบาล

“อย่างน้อยครม.ชุดนี้ก็ยังมีอะไรที่เป็นบวก (positive) ออกมาบ้างล่ะ” เขากล่าว

*

(ภาพจาก Malaysiakini.com)
ขอบคุณข่าวเฟสบุ้คคุณปรางทิพย์ ดาวเรือง