นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินสไลด์ และวาตภัยในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงวันที่ 25 พฤศจิกายนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนราษฎรเสียหาย ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก และนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้สั่งการไปยังเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดที่เกิดภัยพิบัติ เร่งให้การช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรโดยด่วน

จากการสำรวจพบว่าเกษตรกรประสบภัยพิบัติด้านพืช จำนวน 8 จังหวัด 77 อำเภอ 509 ตำบล 3,878 หมู่บ้าน ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน 265,360 ครัวเรือน พื้นที่เกษตรกรคาดว่าจะเสียหายรวม 744,571 ไร่ จำแนกเป็นข้าว 114,341 ไร่ พืชไร่ 11,353 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 618,877 ไร่ ทั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตรมีแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร ดังนี้
1.การฟื้นฟูสวนและการดูแลพื้นที่เกษตรหลังน้ำลด โดย
1.1 ทำการเสริมคันดิน ให้มีความสูงและความแข็งแรง ต้านทานน้ำจากภายนอก

1.2 ทำทางระบายน้ำโดยใช้พลั่วดึงเศษพืช และดินเลนทับถมออกให้หมดและขุดร่องระบายน้ำให้ลึกเพื่อช่วยให้ดินในสวนไม้ผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น
1.3 การปรับปรุงบำรุงดิน นั้นมีหลักการ ดังนี้ 1) ขณะที่ดินยังเปียกอยู่ห้ามนำเครื่องจักรกลเข้าไปดำเนินการในสวนหลังน้ำลด รวมทั้งบุคคลและสัตว์เลี้ยง เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลาย 2) เมื่อดินแห้ง ให้ขุดเอาดิน ทราย หรือตะกอนต่างๆ ในแปลงออก และพรวนดิน เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช ทำการค้ำยัน/พยุงต้นไม้ผลที่เอนหรือล้ม โดยใช้ไม้ยาวๆ ค้ำ หรือใช้เชือกผูกตรึงกับต้นไม้ ทำการตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มหลังน้ำลด

เมื่อดินเริ่มแห้งเกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มออก จะทำให้ทรงพุ่มโปร่ง เป็นวิธีที่จะช่วยลดการคายน้ำของพืชและเร่งให้พืชแตกใบใหม่เร็วขึ้น หากมีต้นไม้โค่นล้ม ควรทำการตัดแต่งกิ่ง และนำไม้ค้ำยันต้นไว้รอบด้าน หรือหากต้นไม้มีผลติดอยู่ ให้ตัดผลออก เพื่อไม่ให้แย่งสารอาหารจากรากและลำต้นได้ การฟื้นฟูความสมบูรณ์ของต้นไม้ โดยการให้ปุ๋ยทางใบ อาจใช้ปุ๋ยสูตรน้ำ 12-12-12 หรือ 12-9-6 หรือใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 หรือ 16-21-27 ละลายน้ำฉีดพ่น ทำการให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ใส่ในร่องที่ขุดดินรอบๆ ทรงพุ่ม ขนาดร่องกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร หรือใส่ที่โคนใต้ต้น ในกรณีที่ต้นยังเล็ก

1.4 การป้องกันและกำจัดโรค/ศัตรูพืช โดยวิธีการราด หรือทาโคนต้นไม้ด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อรา หรือสารชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโครเดอร์มา
1.5 การปลูกซ่อมแซมเพื่อทดแทนหากพบว่ามีต้นไม้ที่ยืนต้นตายไปบางส่วนและควรจัดการสวนให้ ถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง

2.กรณีเสียหายโดยสิ้นเชิง กรมส่งเสริมการเกษตรยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 โดยมีหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย ตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติ และผู้ว่าราชการจังหวัดจะประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยให้ผู้นำรับรอง ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง

เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป และขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาระบบสำหรับบันทึกข้อมูลการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติขึ้นใหม่ ทันสมัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อจะได้นำข้อมูลให้คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และ คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) รับรอง และส่งข้อมูลให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรโอนเงินช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรต่อไป และ และมอบเชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อควบคุม กำจัดโรคพืชที่มากับน้ำ และจะช่วยให้ต้นพืชมีความแข็งแรง

3. การส่งเสริมอาชีพในระยะสั้น เช่น การมอบพันธุ์พืชผักสวนครัว เพื่อให้เกษตรกรเพาะปลูกเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้ช่วงฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร
สำหรับกิจกรรมวันนี้เป็นการส่งมอบความสุข ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ และให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกร ซึ่งประสบภัยพิบัติในพื้นที่อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยการมอบเชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อควบคุม กำจัดโรคพืชที่มากับน้ำ และช่วยให้ต้นพืชมีความแข็งแรง และมอบพันธุ์พืชผักสวนครัวระยะสั้น ทั้งนี้ในการผลิตพืช แต่ละชนิด เกษตรกรควรวางแผนให้เหมาะสม และมีข้อมูลเพื่อประกอบการผลิตที่ชัดเจน พื้นที่ใดเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี

ควรมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่โดยการขุดคู ยกร่อง และปลูกพืชที่เหมาะสม ที่สำคัญเกษตรกรต้องแจ้งขึ้นและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน เพราะจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพัฒนาการเกษตรและสิทธิที่เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการต่างๆ ของภาครัฐต่อไป วันนี้ก็ต้องขอขอบคุณ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ได้สนับสนุนพันธุ์พืชผัก ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่สนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มารวมถึงหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในครั้งนี้ และในพื้นที่อีก 7 จังหวัด ก็จะมีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน นายสุพิท กล่าวทิ้งท้าย
นางสุนิภา คีรีนารถ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 17 อำเภอ 115 ตำบล 937 หมู่บ้าน เกษตรกรเดือดร้อน 69,035 ครัวเรือน และได้แจ้งให้เกษตรอำเภอในพื้นที่ประสบภัยทั้งหมด เร่งสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทันที ทั้งการดำเนินการกรณีเสียหายโดยสิ้นเชิง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ แล้ว อยู่ในระหว่างรับแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) จากเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรต้องให้ผู้นำรับรอง จากนั้นจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป และการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งให้คำแนะนำในการดูแลฟื้นฟูสวนและพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลด ทั้งนี้หากเกษตรกรมีข้อสงสัยหรือขอความช่วยเหลือสามารถขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้าน

งานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
23 ธันวาคม 2563