นายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เนื่องด้วยในช่วงเวลานี้ของทุกปี จะเป็นช่วงพีคของยางพารา คือผลผลิตยางสูงสุดของปี เพราะจะเป็นช่วงที่เปิดกรีดทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน เป็นต้นมา ผลปรากฎว่าเกิดภัยภิบัติ เกิดฝนตกทั่วภูมิภาคของประเทศไทย เกิดน้ำท่วมที่ประเทศเวียดนาม ทำให้ผลผลิตยางลดลงซึ่งปกติยางพาราในช่วงนี้ เฉลี่ยแล้วตกเดือนละเกือบ 600,000 ตัน ก็เหลือไม่ถึง 500,000 ตัน

“นี่จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคายางควรจะสูงขึ้น และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ การฟื้นตัวของเศษฐกิจ จากภาวะโควิดที่บริษัทยางล้อเริ่มมีการผลิตที่มากขึ้น รวมทั้งการใช้ถุงมือยางทางการแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้กระแสในการใช้ยางพาราเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับนโยบายของรัฐที่เพิ่มการใช้ยางในประเทศ และการแปรรูปยางที่เพิ่มมากขึ้น” นายสุนทร กล่าว

 

อีกทั้งมีการเฝ้าระวังเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท) ได้มีกองรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ในการเข้าไปซื้อและชี้นำตลาด มีโครงการชะลอการขายยางก้อนถ้วย โดยได้นำร่องที่ภาคเหนือ

ซึ่งทุกปัจจัยจึงส่งผลให้ราคายางมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยมีเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ คือ 1-8 ตุลาคม 2563 ช่วงวันชาติจีน หรือช่วงวันหยุดยาว ข้อมูล 3 ปีที่ผ่านมาราคายางพาราจะถูกกดลงประมาณ 5-10 บาท แต่ผลปรากฎว่าปีนี้ราคายางไม่ลดลง

แต่เกิดความผิดปกติคือช่วงปลายเดือนตุลาคมราคายางแผ่นรมควันพุ่งสูงขึ้นกิโลกรัมละ 82 บาทภายในไม่กี่วัน รวมทั้งราคาน้ำยางสดสูงถึง 74 บาท

จนกระทั่ง วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2563 มีกระบวนการทุบราคายางให้ลดลงมาเกือบ 10 บาท แต่เมื่อหลังจากวันที่ 2 พฤศจิกายน ราคายางร่วงลงเยอะมาก ทั้งๆ ที่มีปัจจัยบวกที่จะทำให้ราคายางเพิ่มขึ้น

“มันเกิดขึ้นจากการปั่น เก็งกำไรของตลาดล่วงหน้าที่เรียกว่า โตคอม ไซคอมเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีอิทธิพลมาก หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ คือ ตลาดหุ้นยางพารา”

นายสุนทร. กล่าวด้วยว่า. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 ราคาน้ำยางข้น 60% ประกาศโดย MRB จากมาเลเซีย ยังอยู่ที่ 54.81 สตางค์ ถ้าเทิร์นกลับมาเป็นการซื้อน้ำยางสดจะซื้อเป็น 73.19 บาท ปรากฎว่า วันที่ 4 พ.ย. ราคาในตลาดกลางยางพารา หรือราคาหน้าโรงงาน 58 บาท แต่ราคาที่ซื้อขายกันจริงๆ คือ 45 บาท ประกอบกับการประกาศจากโรงงานว่าสต็อคเก็บน้ำยางสดเต็ม จึงไม่สามารถที่จะซื้อยางได้ ก็เกิดการ “ปล้น” กันขนานใหญ่ จึงประกาศไม่สามารถรับซื้อน้ำยางสดได้

 

เมื่อพี่น้องชาวสวนยางนำน้ำยางสดมาที่ลานเท บางพื้นที่ต้องขายน้ำยางสด DRC 100%ในราคา กิโลกรัมละ 28 บาท เรียกว่าขายทั้งน้ำตา เพราะน้ำยางสดเหมือนศพเมื่อถึงเปลว ไม่เผาก็ต้องฝัง

 

นายสุนทร กล่าวต่อว่า ปัญหาดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์ต้องใช้ พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพราะยางพาราเป็นสินค้าควบคุม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องใช้ พรบ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 โดยต้องเข้าไปตรวจสอบสต็อคของโรงงาน ว่าสต็อคเต็มจริงๆ หรือไม่ หรือว่าจะเป็นเพียงแค่เทคนิค ที่ปล้นราคายางกันในช่วงนี้

 

ขณะเดียวกัน กยท. จะต้องเดินหน้าโครงการชะลอการขายยาง ซึ่งได้มีการนำร่องและทำสำเร็จแล้วในเครือข่ายยางก้อนถ้วยที่ภาคเหนือ โดยต้องเร่งขยายไปยังภาคอีสานที่มียางก้อนถ้วยปีละ 1 ล้านตัน รวมทั้งการชะลอการขายยางชนิดอื่นในภาคตะวันออกและภาคใต้ เพราะในช่วงที่ราคายางผันผวน สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางได้รับผลกระทบหรือขาดทุนน้อยมาก

 

“การชะลอการขายยางจะลดความผันผวน และดึงยางออกจากระบบจะทำให้ผลผลิต ดูเหมือนจะลดลง ซึ่งก็จะทำให้พ่อค้ากดราคายางได้ยากขึ้น”

 

นอกจากนี้ การส่งเสริมให้เกษตรกรทำสวนยางยั่งยืน หรือการทำสวนยางแบบผสมผสาน เพื่อลดต้นทุน สร้างงานเพิ่ม เสริมรายได้ และเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากการขายยางเพียงอย่างเดียว จะช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้ เป็นการสร้างความมั่นคงในอาชีพการทำสวนยาง และยังเป็นการทำการเกษตรที่รับผิดชอบต่อสิ่งแสดล้อมอีกด้วย