ราคายางลดฮวบ! หลังราคาแผ่นรมควันชั้น 3 พุ่งสูง​สุด 80 บาท แกนนำเกษตรกรชี้ความต้องการตลาดสูง ​เหตุราคาปรับลดเป็นกลไกด้านการตลาด แนะ กยท.ดูแลยางพาราทั้งระบบ พร้อมหนุนสวนยั่งยืน

สถานการณ์ผลผลิตยางพาราในไทยที่ลดลง
ขณะที่ความต้องการยางพาราในตลาดมีมากแต่ราคายางพารากลับลดลง เป็นประเด็นปัญหาที่มีการถกเถียงกันอย่างมากในแวดวงเกษตรกรยางพารา นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมชาวสวนยางจังหวัดกระบี่ และสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพืช (ยางพารา) กล่าวว่า ขณะนี้ความต้องการในตลาดทุกๆ
ตลาด ไม่ว่าจะเป็นตลาดโลก ตลาดจีน ตลาดน้ำยางข้น
ตลาดยางรถยนต์ แม้กระทั่งในประเทศจีนที่ปรับมาใช้เป็นรถขนาดเล็ก
สิ่งเหล่านี้มีความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ฝนตกอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย เวียดนาม และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยางของโลกนั้นเจอภาวะของดีเพรสชั่นมรสุม ทำให้ผลผลิตของยางพาราลดน้อยลง อีกทั้ง ฝนตกชุกจึงทำให้ยางเกิดโรคใบร่วง ยิ่งทำให้ผลผลิตลดน้อยลงไป
ผลผลิตยางพาราในช่วง 3 เดือนนี้ ก.ย. – พ.ย. 2563
หายไปประมาณ 20% ซึ่งปกติจะได้ 500,000 ตัน/เดือน ในช่วงนี้ผลผลิตหายไป 100,000 ตัน เพราะฉะนั้น
ตรงส่วนนี้ทำให้ราคายิ่งปรับขึ้น เนื่องจากการแข่งกันซื้อ
นายบุญส่ง กล่าวต่อว่า เป็นเทคนิคของผู้ประกอบการ พ่อค้า ผู้ส่งออก ซึ่งตนเจอลักษณะนี้มาตลอด
ตั้งแต่ตนเริ่มทำเรื่องยางพาราก็ทราบเทคนิคนี้ดี คือ พ่อค้าหาซื้อยางไม่ได้ ยางมีน้อย เกษตรกรยิ่งไม่ขายด้วย
ขณะที่ราคายางปรับขึ้น พ่อค้าจะใช้วิธีการปรับราคายาง
ลดลง เพื่อที่จะพยายามให้เกษตรกรขายยางออกไปให้ได้ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่เราจะไม่ทราบเทคนิคตรงนี้
ด้านเกษตรกร เมื่อพ่อค้าปรับราคาลดลงมากก็ตกใจ รีบนำยางออกมาขายในทันที ซึ่งตรงส่วนนี้ก็โทษเกษตรกรไม่ได้ เพราะเกษตรกรยัง “อ่อนแอ” เรื่องการตลาด ส่วนนี้ต้องฝากไปยังรัฐบาล ที่ต้องเข้ามาช่วยดูแล โดยเฉพาะการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)
“กยท.ต้องเป็นตัวหลักในการที่จะเข้ามาช่วยดูแลตรงส่วนนี้ ส่วนเกษตรกรในขณะที่ยางพาราลดลงความต้องการซื้อสูง เป็นไปไม่ได้ที่จะราคาจะลง ควรปรับขึ้นตามหลักธรรมชาติในความเป็นจริงมันต้องปรับขึ้น ดังนั้น หากราคายางลดลงเช่นทุกวันนี้ แสดงว่าพ่อค้าใช้เทคนิคทางด้านการตลาด” นายบุญส่ง กล่าว และว่า
กยท.ควรให้สถาบันเกษตรกรเข้าไปเก็บสต็อกยางทางใต้ ตอนนี้จะมีโครงการหนึ่งแถวภาคเหนือ ภาค
อีสาน ในส่วนของยางก้นถ้วยที่โดนพ่อค้ากดราคาอยู่
ตลอด จึงหาวิธีให้สถาบันเกษตรกรได้ใช้เงินจากตัวโครงการของ กยท.กู้ไปโดยไม่มีดอกเบี้ย และซื้อยางจากสมาชิกเก็บไว้ใต้ถุน ไว้ขายในช่วงที่ราคาปรับขึ้น
“ผมเชื่อมั่นว่าในระยะเวลาข้างหน้าอันใกล้ ราคายางจะต้องไม่ปรับลง จากประสบการณ์ที่ทำยางมาเกือบ 60 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น การปรับราคาลดลงครั้งหนึ่ง
4-5 บาท อย่างนี้เป็นเทคนิคของพ่อค้าและผู้ประกอบการที่ต้องการกระชากราคาลงมา เพื่อที่ให้พี่น้องชาวสวนยาง รีบเทขายยางด้วยความตื่นตระหนก”
นายบุญส่ง กล่าวด้วยว่า อยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ที่ทำสวนยางอยู่ด้วยอย่าตื่นตระหนก เป็นการกระชากตลาดตามเทคนิคของผู้ประกอบการ ซึ่งมีการทำแบบนี้อยู่ทุกยุคทุกสมัย
อีกสิ่งหนึ่งที่ตนกำลังทำอยู่ในขณะนี้คือ เรื่องการทำสวนยาง “ยั่งยืน” “ตามแบบพระราชา” การทำสวนยางยั่งยืนตามแบบปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ตอนนี้เกษตรกรเราปรับใหม่แล้ว เราคิดว่าในอนาคตต่อไป ถ้าเราทำสวนยางแบบยั่งยืนแล้วเราสามารถอยู่ได้ในสวนยาง โดยไม่พึ่งพายางพาราเพียงอย่างเดียว หมายถึง ทำสวนยางปลูกแบบผสมผสาน เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้ในช่วงสภาวะที่ราคายางตกต่ำ
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราคายางที่มีขึ้น มีลงเป็นเรื่องปกติ ราคาขึ้น 20-30 บาท ก็ลดลงได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับกลไกตลาด เราต้องเข้าใจ ต้องมองให้รอบด้าน มองให้ครบวงจร
“ราคายางที่สูงขึ้นในขณะนี้ สูงเฉพาะยางแผ่นรมควันที่มีเพียง 10% แผ่นดิบและแผ่นรมควันมีเพียง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นในประเทศไทย และน้ำยางข้น ซึ่ง
ราคาน้ำยางสดพุ่ง เนื่องจากยางสังเคราะห์ไนไตรท์ ขาดตลาดทั่วโลกจึงหันมาใช้ลาเท็กซ์ ซึ่งต้องทำจากน้ำยางสดราคาน้ำยางสดจึงพุ่งสูง”
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราคายางพุ่งขึ้นสูงสุด เพราะเวียดนามน้ำท่วม ฝนตกมา 2 เดือน ประชาชนไม่ได้กรีดยาง ทางภาคใต้ของไทยก็เกิดโรคใบร่วง และฝนตกติดต่อกัน ส่งผลทำให้ยางขาดแคลนในการทำถุงมือยาง ซึ่งถือว่าเป็นที่ต้องการอย่างมากในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
“ผมมองว่าไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า เกษตรกร ภาคราชการต้องไปควบคู่กัน เราต้องพึ่งพิงกัน ถ้าไม่มีพ่อค้า เกษตรกรจะนำผลผลิตไปขายที่ไหน ดังนั้น กยท.ที่มี
หน้าที่ตามมาตรา 8 ซึ่งต้องดูแลทั้งระบบ ต้องดูแลให้ครบวงจร​ ทั้งเกษตรกร พ่อค้า ตามกลไกทั้งหมด” นายอุทัย กล่าว
ด้าน นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย (ส.ค.ย.) กล่าวว่า สถานการณ์ราคายางที่ปรับลดลง ตนมองว่า เป็นการสมประโยชน์ เพราะในความเป็นจริงราคายางไม่ควรลดลงอย่างฮวบฮาบ เพราะจากสถานการณ์ยางก็อย่างเป็นที่ทราบกันดีจากผลกระทบของโควิด ทำให้ความต้องการใช้ยางเพิ่มปริมาณมากขึ้น และยางในตลาดโลกทั่วไปก็ลดลง จากผลกระทบของพายุ ประเทศไทยเองก็อยู่ในช่วงฤดูฝนที่จะผลิตได้น้อย
อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร หรือ กยท. เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างเป็นระบบ และสิ่งสำคัญคือ จิตวิทยาตลาด ทั้งกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ กยท. ต้องควบคุมจิตวิทยาตลาดได้ เพื่อไม่ให้เกษตรกรเกิดความตระหนก
“ผมกำลังติดต่อกับส่วนกลาง กยท. เพื่อหารือถึง
ปัญหาที่ได้รับผลกระทบ เช่น สถาบัน เกษตรกรผู้ผลิตยาง เกษตรกร ผู้ประกอบการสุ่มบางบริษัท และเจ้าหน้าที่ของตลาดกลาง มานั่งพูดคุยหาแนวทางแก้ปัญหาและทำให้เร็วที่สุด”​ นายมนัส กล่าว