“สุนทร”ลงพื้นที่7เขตฟังความเห็น

การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. มีเป้าหมายที่จะพัฒนาวงการยางพาราไทยให้ก้าวไกล และมุ่งที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้หลักคิดในส่วนของสวัสดิการที่ถูกจัดขึ้นมาเพื่อเกษตรกรชาวสวนยางทั้งหลาย จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาวสวนยางพาราเป็นหลัก ทุกๆ สวัสดิการที่ถูกจัดสรรมาจะมีส่วนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทั้งในส่วนเฉพาะหน้าและระยะยาว

แม้สวัสดิการมากมายที่ถูกจัดสรรออกมาจะช่วยเหลือได้มากแล้ว แต่ด้วยหลักคิดที่คำนึงชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง “ต้องดีขึ้น” ทำให้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ภายในการนำของ “นายประพันธ์ บุณยเกียรติ” ผู้เป็นประธานบอร์ด กยท. ที่มุ่งมั่นพัฒนาและจัดหาสิ่งดีๆ มามอบให้ชาวสวนยางพาราอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งโครงการต่อไปที่มีการดำเนินการเตรียมพร้อมที่จะนำมาใช้ในอนาคตสำหรับกเษตรกรชาวสวนยางนคือ “โครงการสมัครใจจ่ายสมทบ” ซึ่งศึกษาความเป็นไปได้โดย นายสุนทร รักษ์รงค์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย และอนุกรรมการศึกษาข้อมูลการจัดสวัสดิการและอื่นๆ เพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง กยท.

“โครงการสมัครใจจ่ายสมทบ สวัสดิการสำหรับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่มีแผนการร่างไว้คร่าวๆ และมีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ในเบื้องต้น”นายสุนทร กล่าว และว่า

ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางบัตรเขียวมีจำนวนประมาณ 1.4 ล้านราย และบัตรชมพูประมาณ 4 แสนราย 6 ล้านไร่ ไม่เกินสิ้นปีนี้น่าจะยกระดับเป็นบัตรเขียว ซึ่งจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 1.8 ล้านราย และภายใน 3 – 4 ปีนี้ มองว่าประกันภัยอุบัติเหตุยอดน่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะทำต่อไปไม่ไหว โดยต่อปีเรามีงบประมาณในสวัสดิการ มาตรา 49 (5) ตกประมาณ 500 กว่าล้านบาท ถ้าไปซื้อประกันอุบัติเหตุมูลค่ากว่า 3 – 4 ร้อยล้านก็คงแย่
“ตอนนี้คุณสังข์เวิน ทวดห้อย กรรมการการยางพาราแห่งประเทศไทย และประธานคณะอนุกรรมการศึกษาข้อมูลการจัดสวัสดิการและอื่นๆ เพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ได้แต่งตั้งให้ผมเป็นประธานคณะทำงานศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยางแบบสมัครใจจ่ายสมทบ”

นายสุนทร กล่าวว่า เมื่อพูดถึงโครงการสมัครใจจ่ายสมทบแล้ว ก็ต้องพูดถึงสังคมสวัสดิการและรัฐสวัสดิการ สังคมสวัสดิการเนี่ยต่างจากรัฐสวัสดิการ ในปัจจุบัน รัฐสวัสดิการแถบสแกนดิเนเวียที่เคยโด่งดัง วันนี้เมื่อเผชิญกับปัญหาโควิด ก็มีข่าวลือแพร่กระจายออกมาว่า เอาไว้ดำเนินการกับผู้สูงวัย นั่นก็เพราะ งบประมาณในการจัดรัฐสวัสดิการเริ่มมีปัญหา คนตกงานก็ได้ ไหนจะผู้สูงอายุที่ต้องดูแล ดังนั้น ชุดความคิดเรื่องรัฐสวัสดิการ จึงเป็นชุดความคิดที่หลายเป็นตัวลดภาระของภาครัฐ คือประชาชนจะต้องพึ่งพาตัวเองก่อน เราก็จะใช้เงื่อนไขตามกฎหมาย ไม่ว่าจะของกยท. หรือของทางเราเอง หรือไม่เช่นนั้นเราก็จะดูว่ามีเงื่อนไขอื่นที่สามารถที่จะดึงเงินสมทบมาช่วยเหลือพี่น้อง

เช่น สมมุติพี่น้องชาวเกษตรกรสะสมวันละ 1 บาท ระยะ 1 ปีต่อคนก็เป็นจำนวน 365 บาท แล้วถ้ากยท.สมทบไปอีก 365 บาท หรือใช้สวัสดิการชุมชนของ พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) มาสมทบอีก 365 บาท ใน 1 ปี พี่น้องเกษตรกรก็จะมีเงินอยู่ประมาณ 1,000 บาท ส่วนจะเอาไปทำอะไรต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่ทางหน่วยเล็กๆ เขาจะนำไปจัดการต่อเอง