ในพื้นที่จังหวัดสงขลานั้น ประชาชนที่ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง  มีอยู่เป็นจำนวนมาก เรื่องของสภาพอากาศแทบจะเป็นปัจจัยหลักในการประกอบอาชีพเกษตรกร เกษตรกรชาวสวนยางจำต้องพบอยู่กับปัญหาจุกจิกที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้สวนยาง น้ำท่วมสวนยาง หรือลมพายุที่ทำให้ต้นยางล้มเสียหาย ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อการประกอบอาชีพในระยะยาว ที่มีความจำเป็นต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและฟื้นฟูสภาพสวนยางพารา

การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. จึงมีสวัสดิการที่จัดสรรให้กับเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อนในส่วนของสวนยางได้รับเหตุประสบภัย ไม่ว่าจะเป็น อัคคีภัย อุทกภัย หรือวาตภัย ซึ่งในตัวคู่มือปฏิบัติงาน ตามระเบียบการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ.2560 ตามมาตรา 49 (5) ได้กล่าวไว้ว่า

เงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวสวนยางกรณีสวนประสบภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือตามความจำเป็นเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้นในท้องที่ โดยมุ่งที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของเกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบภัยในเบื้องต้น โดยมิได้มุ่งเพื่อจะชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้ใด

โดยมีคุณสมบัติหรือเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

คุณสมบัติของเกษตรกรชาวสวนยางผู้ได้รับการช่วยเหลือ

1. เป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย

2. เป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่สวนยางประสบภัยจนเสียสภาพสวนยาง (สวนยางประสบภัยที่มีต้นยางได้รับความเสียหายคราวเดียวกัน ไม่น้อยกว่า 20 ต้นต่อไร่ ในบริเวณที่ได้รับความเสียหาย

3. ที่ดินสวนยางที่ประสบภัยต้องมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสงขลานี้มีเกษตรชาวสวนยางที่ประสบปัญหาเหล่านี้ค่อนข้างมาก โดยเกษตรกรชาวสวนยางในจังหวัดก็มีทั้งเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับทางการยางแห่งประเทศไทยแล้ว และอีกส่วนหนึ่งก็ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ทำให้ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากตัวสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง ตามมาตรา 49 (5)

โดยบุคคลที่จะถูกกล่าวถึงในต่อไปนี้ เป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้ทำการขึ้นทะเบียนกับทางการยางแห่งประเทศไทยแล้ว และได้รับเงินชดเชยเป็นการช่วยเหลือในกรณีที่สวนยางประสบภัย

นางสมใจ บุญเอื้อ เกษตรกรชาวสวนยางอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับทางกยท. ได้รับผลกระทบจากเหตุอัคคีภัย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562 โดยเหตุอัคคีภัยในครั้งนั้นทำให้ต้นยางพาราของนางสมใจ บุญเอื้อเสียหายไปประมาณ 84 ต้น  และได้รับเงินช่วยเหลือเป็นจำนวน 3,000 บาท โดยเงินช่วยเหลือในส่วนนี้นางสมใจ บุญเอื้อ กล่าวว่า ตนได้นำไปซื้อปุ๋ยเพื่อบำรุงรักษาต้นยางพารา

นางสมใจ บุญเอื้อ ยังกล่าวว่า

“รู้สึกภูมิใจที่ทางกยท.ได้เข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้ และขอกล่าวขอบคุณไปทางกยท.ที่ได้จัดสวัสดิการดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเราด้วย”

นายณรงค์ หมวกวัลย์ เกษตรกรชาวสวนยางอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่ได้ทำการขึ้นทะเบียนไว้กับทาง กยท.เมื่อปีพ.ศ. 2558 เป็นเกษตรกรอีกหนึ่งรายที่ประสบปัญหาสวนยางประสบภัย

นายณรงค์ หมวกวัลย์ ได้รับความเสียหายในส่วนของวาตภัย เมื่อไม่นานมานี้ คือ คืนวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ทำให้ต้นยางพาราล้มเสียหายไปจำนวน 21 ต้น และได้รับเงินช่วยเหลือจากกยท.เป็นจำนวน  3,000 บาท

นายณรงค์ หมวกวัลย์ กล่าวว่า

“แม้จะได้รับการชดเชยไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่ได้คุ้มค่านักเพราะต้นยางที่ล้มล้วนแล้วแต่เป็นต้นที่มีอายุเกิน 10 ปีซึ่งกำลังกรีด แต่ถึงกระนั้นก็ยังดีกว่า ที่สามารถนำเงินตรงส่วนนี้ไปดูแลในส่วนที่เหลือได้ด้วยการจัดซื้อปุ๋ยมาบำรุงต้นยางพาราต้นอื่นๆ ”

และยังกล่าวอีกว่า

“รู้สึกพอใจที่ทางกยท.ได้ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือเรา”

นายบุญมา วรรณะ เกษตรกรชาวสวนยาง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่ได้ทำการขึ้นทะเบียนไว้กับทางกยท.มาประมาณ 3 ปี ซึ่งสวนยางพาราได้รับความเสียหายจากเหตุอัคคีภัย โดยมีไฟไหม้จากแปลงอื่นลามมายังบริเวณพื้นที่ตน เสียหายไปประมาณ 3 ไร่ครึ่ง ในช่วงประมาณเดือนเมษายน ปีพ.ศ. 2563 ได้รับเงินเยียวยาเป็นจำนวน 3,000 บาท

นายบุญมา วรรณะ กล่าวถึงเงินชดเชยที่ได้รับไว้ว่า

นำไปซื้อปูนขาว และปุ๋ยในการบำรุงต้นยางพารา ที่ยังเหลืออยู่”

นายบุญมา วรรณะ ยังได้กล่าวไว้อีกว่า

รู้สึกภูมิใจที่ทางกยท.ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือ แม้จะไม่มากมายนัก เราเองก็ยอมรับได้ตามเงื่อนไขข้อตกลงแม้จะเสียหายไปค่อนข้างเยอะ”

นายพงศ์พนิต ทองนวล นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 6 การยางแห่งประเทศไทย สาขานาทวี ได้กล่าวถึงรายละเอียดเบื้องต้นของสวัสดิการชาวสวนยางตามมาตรา 49 (5) ของพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ในกรณีสวนประสบภัย ไว้ว่า

กรณีของสวนยางประสบภัย ทางการยางแห่งประเทศไทยนั้นก็มีหลักเกณฑ์ว่า ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย และสวนยางต้องเสียหายเกิน 20 ต้นในการเกิดเหตุต่อหนึ่งครั้ง ทางกยท.จะมีเงินเยียวยาเป็นจำนวน 3,000 บาท

นายพงศ์พนิต ทองนวล ซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในเขตอำเภอนาทวี ยังได้กล่าวเสริมไว้อีกว่า จริงๆ แล้วนั้น ในเขตอำเภอนาทวีประสบภัยทางธรรมชาติหลายอย่างไปแล้ว ทั้งอัคคีภัย วาตภัย และอุทกภัย ยกเว้นในเรื่องของศัตรูพืชหรือภัยแล้ง ซึ่งจะได้รับการช่วยเหลือก็ต่อเมื่อประกาศเป็นเขตภัยพิบัติเสียก่อน