“รมต.พิพัฒน์” จัดให้สงขลา ได้รับรองเป็น “ไมซ์ซิตตี้” ลำดับที่ 6 พร้อมร่วมฉลองและเปิดสำนักงาน SCEB พร้อมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์จังหวัดสงขลา กับ 16 หน่วยงาน

20 ส.ค.63 เวลา 13.00 น. ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (SCEB) สืบเนื่องจาก จังหวัดสงขลาได้ขอรับการประเมินเมืองสงขลาสู่การเป็น Mice City จากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) : สสปน. หรือ TCEB ซึ่งได้รับการประกาศเป็นเมืองไมซ์ซิตี้ในลำดับ 6 ของประเทศไทย มี นายอำพล พงษ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา, ผศ.ดร.นิวัตน์ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมต้อนรับและร่วมงานมากมาย

โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายอำพล พงศ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในการประชุมแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ในจังหวัดสงขลา และร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาการจัดประชุมนิทรรศการในจังหวัดสงขลาระหว่างจังหวัดสงขลา และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กับ 16 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับพิธีเปิดสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (SCEB) และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาการจัดประชุมและนิทรรศการในจังหวัดสงขลา ซึ่ง SCEB เป็นสำนักงานไมซ์ระดับภูมิภาคแห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้งจังหวัดสงขลา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมมือกัน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ ในด้านการยกระดับความพร้อมสู่การเป็นเมืองไมซ์ซิตี้

“ขอแสดงความยินดีกับชาวจังหวัดสงขลา ที่จังหวัดสงขลาได้รับรองเป็นไมซ์ซิตี้ จังหวัดที่ 6 ของประทศไทย และขอขอบคุณหน่วยงานทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ รวมถึงภาคเอกชน” นายอำพล กล่าว

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในการร่วมเป็นสักขีพยานการ MOU ระหว่างจังหวัดสงขลากับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.) และ 16 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ว่าจังหวัดสงขลา ได้รับการรับรองเป็นไมซ์ซิตี้อย่างเป็นทางการจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ดังนั้น การจัดตั้งหน่วยงานทางด้านไมซ์บูโร ระดับจังหวัดในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมให้การขับเคลื่อนจังหวัดสงขลา สู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการจัดงานประชุมงานแสดงสินค้า และอีเวนท์ทั้งในระดับอาเซียนและระดับโลก

อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทั้งนี้ ธุรกิจไมซ์ครอบคลุมองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ การจัดประชุมองค์กร (Corporate Meetings) การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (Incentive Travels) การประชุมทางวิชาการ (Conventions) และงานแสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ (Exhibitions) รวมถึงงานกิจกรรมขนาดใหญ่ หรือเมกาอีเวนท์ (Mega Events) ด้วย

โดยลักษณะการจัดงานไมซ์ที่มีผู้เข้าร่วมงานเป็นกลุ่มใหญ่ จึงทำให้อุตสาหกรรมไมซ์ได้นำนักเดินทางที่มีคุณภาพและมีค่าใช้จ่ายสูงเข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง นักเดินทางดังกล่าวมีการใช้จ่ายเงินสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3 เท่า ซึ่งจังหวัดสงขลา นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่สำคัญในประเทศไทย สำหรับการรองรับกิจกรรมด้านต่าง ๆ ของธุรกิจไมซ์ และนับว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นการตอกย้ำศักยภาพ อุตสาหกรรมไมซ์ในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นกลไกทรงพลังเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนและพลิกฟื้นภาค เศรษฐกิจการค้า การลงทุน และการจ้างงานให้สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ซึ่ง 16 หน่วยงาน ที่ร่วมลงนาม ประกอบด้วย 1.สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) 2.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล 3.องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา 4.เทศบาลนครสงขลา 5.เทศบาลนครหาดใหญ่ 6.เทศบาลตำบลสำนักขาม 7.หอการค้าจังหวัดสงขลา 8.สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา 9.สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา 10.ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี 11.สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา 12.สมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา 13.สมาคม SMEs จังหวัดสงขลา 14.สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจังหวัดสงขลา 15.สมาคมไทย-จีน จังหวัดสงขลา และ 16.เครือข่าย OTOP จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนด้านการพัฒนาการจัดประชุมและนิทรรศการในจังหวัดสงขลา

หลังพิธีลงนาม นายอำพล ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ไมซ์สงขลาปรับเปลื่ยนเพื่ออยู่รอดอย่างไรในสถาณการณ์โรคโควิด-19” ว่า เรื่องแรกที่จังหวัดจะดำเนินการคือ จะบรรจุเรื่องไมซ์เข้าไว้ในการพัฒนาจังหวัด ซึ่งจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานหลัก ณ ขณะนี้ก่อนคือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมี SCEB เป็นส่วนช่วยในการขับเคลื่อน

ในช่วงแรก ทางจังหวัดและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะจับมือกันร่วมบูรณาการกันในเรื่องงบประมาณ ซึ่งขณะนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นหน่วยงานเดียวที่สนับสนุนเรื่องงบประมาณ ซึ่ง SCEB ก่อตั้งมาเป็นปี ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านอธิการบดี แต่หลังจากนี้ภายในปี 2565 จะนำเรื่องไมซ์บรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์จังหวัด

อีกเรื่องหนึ่งที่จังหวัดจะเร่งดำเนินการคือ การสร้างการรับรู้ อบรมให้ความรู้กับบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และสร้างช่องทางการตลาด กิจกรรมต่างๆ ไปจนตลอดถึงจะต้องมีทีมงานหรือคณะทำงานที่มาช่วยกันคิด เสนอแนะว่าแผนพัฒนาจังหวัดในเรื่องไมซ์ซิตี้ จะมีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง โดยทุกภาคีไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนจะต้องร่วมกันยกระดับ ซึ่งต้องมีแผนที่ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทาง

เรื่องที่สอง จังหวัดสงขลาได้รับการยกระดับให้เป็น Sport City ด้วยความพร้อม ศักยภาพและความโดดเด่นของโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยได้ยกระดับให้จังหวัดสงขลาเป็นสปอร์ตซิตี้ โดยมีสนามกีฬาและสนามฟุตบอลที่ได้รับการรับรองจาก AFC สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชียอีกทั้งยังได้รับการรับรองจากสหพันธ์ฟุตบอลโลกหรือ FIFA ยังเป็นหนึ่งเดียวในภาคใต้

ฉะนั้น เมื่อเป็นสปอร์ตซิตี้แล้ว การมาของแบรนด์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้นจริงใน 3 ปีต่อเนื่อง โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก สสปน.ที่ไปร่วมกับบริษัทในเครือ ของแบรนด์ระดับโลกด้วยกัน

แบรนด์แรกคือ การแข่งขันจักรยานระดับโลก Tour de France ที่จะเข้ามาจัดในจังหวัดสงขลา, แบรนด์ที่สองคือ สปาตั้น แบรนด์กีฬาระดับโลกในเรื่องกีฬาวิบาก, แบรนด์ที่สามคือ ไครทีเรีย Tour de France คือการเอาแชมป์นักปั่นจักรยาน Tour de France กว่า 30 คน เข้ามาปั่นในเมืองเก่าสงขลา

ประเภทหรือแบรนด์ที่สี่คือ Liverpool Academy โดยจะเกิดขึ้นจริงภายในปี 2565 ซึ่งร้านใหญ่ๆ เหล่านี้จเเชื่อมความเป็นไมซ์ซิตี้เข้าด้วยกัน ได้เตรียมในส่วนราชการภูมิภาค, ส่วนราชการท้องถิ่น เพื่อตั้งงบประมาณส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งงบประมาณส่วนนึงนั้นได้รบการสนับสนุนจาก สสปน. และได้รับการสนับสนุนจากการท่องเทื่ยวแห่งประเทศไทยและการกีฬาแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับเมืองไมซ์ซิตี้ รวมถึงแผนรายละเอียดต่างๆ ในการขับเคลื่อนไมซ์ซิตี้ ต้องตรงประเด็นกับคณะกรรมการและภาคีเครือข่ายกับส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ว่าจะเป็นทางด้านบุคลากรหรือเรื่องของสถานที่สิ่งอำนวยการความสะดวกต่างๆ ทางจังหวัดจะดำเนินการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาจังหวัด จังหวัด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และ SCEB จะเป็นตัวกลางในการเชื่อมภาคีกับการพัฒนาและการยกระดับ การขับเคลื่อนไมซ์ซิตี้ให้ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังต่อไป”

ผศ.ดร.นิวัตน์ แก้วประดับ กล่าวฝากให้ TCEB ดึงงานเข้าประเทศ ขณะที่ SCEB ก็จะดึงงานเข้าสงขลา โดยจะดึงงานอีเว้นท์ระดับโลกมาที่สงขลา โดย SCEB มี
หน้าที่โดยเฉพาะ ต้องเตรียมงานให้จังหวัดและภาคส่วนต่างๆ โดยจะแทรกความสวยงาม ความสะดวก ความหลากหลายของวัฒนธรรม โครงสร้างมาตรฐานของเมืองสงขลาเป็นอย่างไร ซึ่งต้อง Present เป็นรูปธรรมให้ได้

โดยเชื่อว่า ไมซ์ซิตตี้จะเป็นหัวหอกที่สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เกิดการหมุนเวียนของอาชีพ ให้เหมาะสมกับความเป็นเมืองไมซ์ซิตี้ ต้องร่วมมือกันยกระดับให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงานในจังหวัดสงขลาต่อไป

“ไมซ์”พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายศิวัฒน์ สุวรรณวงศ์ นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา กล่าวว่า การได้รับเป็นเมืองไมซ์ซิตี้ในจังหวะนี้และการที่ได้จัดตั้งศูนย์ SCEB เป็นจังหวะที่ดี ซึ่งมีการผลักดันเรื่องนี้มาเป็นเวลา 3 ปี โดยหลังจากที่คลายปลดล็อคโควิด เห็นได้ชัดว่า ธุรกิจที่กลับมาได้อย่างรวดเร็วคือ ธุรกิจไมซ์ “ไมซ์เป็นเอเนอจี้ที่สำคัญในโครงสร้างรายได้ของธุรกิจในกลุ่มโรงแรมนั้นมาจากไมซ์เป็นหลัก โดยข้อน่าสนใจของธุรกิจไมซ์ คือทำน้อยได้มาก” นายศิวัฒน์ กล่าว

ดร.ปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(DEPA) สาขาภาคใต้ตอนล่าง กล่าวว่า ทางสำนักงานไม่ละเลยที่จะใช้ไมซ์ในการดึงธุรกิจท่องเทื่ยวของต่างประเทศเข้ามายังจังหวัดสงขลาด้วยกัน โดยสงขลาเป็นจุดศูนย์กลางของภาคใต้ตอนล่าง มีจุดแข็งของพื้นที่มีมาก ทำให้มีการขยับทางดิจิทัลและไมซ์ที่เร็วกว่าเดิม

นางสาวศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองสำนักงานการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ้กล่าวแสดงความยินดีกับจังหวัดสงขลาที่ได้รับเลือกป็นไมซ์ซิตี้ และว่า จังหวัดสงขลามีความพร้อมทั้ง 8 ด้าน ทั้งด้านความพร้อมของเมืองและศักยภาพในเชิงธุรกิจไมซ์ โดยส่วนใหญ่คนเดินทางจะเป็นนักธุรกิจ นักวิชาการ ที่ต้องการความสะดวกที่จะเดินทางภายในเมืองและนอกเมือง ซึ่งเมืองสงขลาตอบโจทย์
นายชนินท์ สาครินทร์ ประธานสภาธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลา มีความเป็นไมซ์ซิตี้อยู่แล้วในตัว เมื่อได้ SCEB มาด้วยก็จะทำให้งานไมซ์ขับเคลื่อนได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีกลไกในการขับเคลื่อนโดยมีกูรูอย่าง SCEB นั้นมาช่วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกันทั้งในเรื่องงบประมาณและสิ่งที่คอยสนับสนุนในการขับเคลื่อนธุรกิจไมซ์ต่อไป

“อยากให้ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการในท้องถิ่น อย่าให้ผู้ประกอบการที่กรุงเทพฯมาแย่งประมูลงานในพื้นที่ เพราะหากผู้ประกอบการในพื้นที่เข้มแข็ง มีการจ้างงาน และพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้ว การเป็นไมซ์ซิตตี้ของจังหวัดสงขลาก็จะยั่งยืน” นายชนินทร์ กล่าว

นายธนวัตน์ พูลศิลป์ รองประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่า เมื่อมีธุรกิจไมซ์เราจะทำอย่างไรให้เติบโตและเคลื่อนไป จังหวัดสงขลานั้นต้องดึงให้คนมาจัดนิทรรศการมาในจังหวัดได้อย่างไร โดยตรงนี้คือโจทย์ที่สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องคิดร่วมกัน
“เราต้องคิดต่อว่าทางจังหวัดสงขลานั้นต้องคิดต่อยอดว่าจะทำการตลาดอย่างไรที่มีจุดขายเหนือกว่าจังหวัดอื่นๆ “ นายธนวัตน์ กล่าว

ขอเอกชนรวมตัวเป็นเอกภาพ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้กล่าวแสดงความยินดีเนื่องด้วยจังหวัดสงขลาได้รับการรองรับเป็นไมซ์ซิตี้อย่างเป็นทางการ จากสำนักงานส่งส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) : สสปน. หรือ TCEB เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ดังนั้น การจัดตั้งหน่วยงานทางด้านไมซ์ระดับจังหวัดในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมให้การขับเคลื่อนจังหวัดสงขลาสู่การเป็นศูนย์กลาง การจัดประชุม งานแสดงสินค้าและอีเว้นท์ ทั้งในระดับอาเซี่ยนและระดับโลก

การที่จังหวัดสงขลาได้จัดตั้งสำนักงานที่อำเภอหาดใหญ่ ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งมีความพร้อมอย่างมาก ในฐานะที่ตนเป็นคนหาดใหญ่อยากจะขอความกรุณาทาง TCEB ให้ดำเนินการที่จะหาช่วยคนมาประชุมหรือจัดอีเว้นท์ในจังหวัดสงขลาให้มากที่สุด
กระทรวงการท่องเทื่ยวและกีฬา ก็จะหาทางฟื้นจังหวัดสงขลาให้กลับมาได้เหมือนเดิมหรือดีกว่าอดีตที่เคยผ่านมา แม้ว่าสถาณการณ์ช่วงนี้ยังคงเป็นไปได้ยากแต่สิ่งแรกที่จะดำเนินการคือ การผลักดันให้สงขลาเป็นเมืองมรดกโลก ซึ่งการประชาสัมพันธ์เมืองเก่าสงขลาที่มีร่องรอยประวัติศาสตร์ จะต้องทำให้เป็นจุดขายด้านการท่องเที่ืยว

ขณะเดียวกัน ก็จะพยายามสนับสนุนการจัดอีเว้นท์ใหญ่ อาทิ ช่วงเทศกาลปีใหม่, สตรีทฟู้ด ซึ่งกระทรวงการท่องเทื่ยวและกีฬากับทาง ททท. จะนำรถทรัคฟู๊ดลงมาร่วม เพื่อจะทำให้งานยิ่งใหญ่มากขึ้น

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ชาวสงขลาต้องร่วมมือพลิกฟื้นเศรษฐกิจทุกด้าน”

ไมซ์ซิตี้ไม่เกิด ไม่ได้กลับบ้าน!
การที่เราเป็นไมซ์ซิตี้ ซึ่งจังหวัดสงขลานั้น เป็นจังหวัดที่ 6 นั้น ต้องขอขอบคุณ TCEB ที่ได้ให้ความไว้วางใจให้สงขลาเป็นเมืองไมซ์ซิตี้ ซึ่งมาถึงจุดนี้อยากจะเห็นผู้ประกอบการของจังหวัดสงขลา ให้มีความพร้อมในการรวมตัวเป็นหนึ่งให้ได้ แล้วผลักดันกิจกรรมของจังหวัดสู่กระทรวง

“ที่จริงเรามีข้อจำกัดบางอย่าง แต่ผมก็บอกกับทีเส็บว่า ให้สงขลาเถอะ ไม่งั้นผมจะกลับบ้านไม่ได้ ซึ่งผมก็
ตั้งใจว่า จะทำทุกอย่างให้หาดใหญ่ สงขลาดีขึ้น”

สงขลาเป็นจังหวัดใหญ่ อาหารไม่ได้แพงเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ สถานที่ท่องเทื่ยวนั้นก็ไม่ด้อยไปกว่าจังหวัดอื่น ยังมีจุดเด่นคือ มีสองทะเล ทะเลนอกและทะเลใน และมีหาดทรายที่สวยงามทอดเป็นแนวยาวร้อยกิโลเมตร ซึ่งตรงนี้จังหวัดอื่น เช่น พัทลุงนั้นไม่มี เพราะฉะนั้นชาวสงขลาต้องพร้อมที่จะรวมตัวกัน และตนก็พร้อมที่ผลักดันเรื่องงบประมาณลงมาสู่จังหวัดสงขลา
ซึ่งในปีหน้าจะพยายามจัดให้มีอีเว้นท์ใหญ่ๆ ในจังหวัดสงขลา ซึ่งช่วงปลายปีนี้ได้มีงานอีเวนท์หนึ่ง “แสง สี เสียงเมืองเก่าสงขลา”ซึ่ง

ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการอยู่“ขอขอบคุณท่านอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่พยายามปลุกปั้นให้เกิด SCEB สำเร็จ และขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา, รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ตลอดถึงองค์กรต่างๆ ที่ช่วยกันผลักดันให้อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นเมืองไมซ์ซิตี้”

“ภูเก็ตโมเดล”รับนทท.ต่างชาติ

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า จากระบาดของโรคโควิด-19 นั้น ขณะนี้รัฐบาลได้กำหนดแล้วว่า จะให้นักท่องเทื่ยวต่างประเทศเข้ามาในวันที่ 1 ตุลาคม โดยกระทรวงการท่องเทื่ยวและการกีฬาเป็นผู้นำเสนอโครงการ “ภูเก็ตโมเดล” ให้เกาะภูเก็ตเป็นจุดแรกของการรับนักท่องเทื่ยวที่เป็นนักท่องเทื่ยวไฮเอนหรือนักธุรกิจ ที่ต้องการอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 14 วันหมายความว่า 14 วันนี้สามารถเข้ามาเทื่ยวในจังหวัด
ภูเก็ตในพื้นที่จำกัด เสมือนการกักตัวโดยอยู่ในบริเวณที่กว้างขึ้น ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณะสุข และเมื่อครบ 14 วัน หากอยากออกไปนอกจังหวัดภูเก็ตจะต้องอยู่ที่เกาะภูเก็ตอีก 7 วัน จึงจะออกนอกพื้นที่ได้

“อยากจะนำนักท่องเทื่ยวมาอยู่ในจังหวัดสงขลาสักสถานที่หนึ่ง โดยเป็นสถานที่ปิด แต่ยังต้องได้รับความยินดีและยินยอมจากชาวสงขลาทั้งจังหวัดเสียก่อน โดยตรงนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอยากจะให้ทำทุกจังหวัด จึงขอฝากท่านรองผู้ว่าฯและผู้ว่าทุกจังหวัดว่า คนสงขลายินยอมที่จะรับนักท่องเทื่ยวชาวต่างประเทศที่เขาจะมากักตัว 14 วันหรือไม่ ในสถานที่ปิด แต่มีที่ให้ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ซึ่งเปรียบเหมือนสถานที่กักตัวกว้างขวางขึ้นเหมือนโรงแรม รีสอร์ทขนาดใหญ่”