“ผู้ว่าฯวีรนันทน์” ทำหนังสือมรดกวัฒนธรรมอาหารพร้อมชูวาระ “สตูลสะอาด ปลอดภัย ไร้โรค” เผยทุ่มงบ 25 ล้านบาทให้ อบจ.พัฒนาน้ำพุร้อนทุ่งนุ้ยให้ได้มาตรฐานออนเซ็น พร้อมชี้สงขลา-สตูลควรอยู่ร่วมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดนเช่นในอดีต

นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้​ว่าราชการจังหวัดสตูล​ เผยว่า จังหวัด​สตูล​ กำลังดำเนิน​การ​จัดทำหนังสือเกี่ยวกับมรดก​วัฒนธรรม​อาหารเมืองสตูล​ โดยพบว่า
วัฒนธรรม​อาหารสตูลเชื่อมกับปีนัง ​มาเลเซีย​ และเชื่อมกับเมืองจีน รวมถึงอาหารพี่น้องมลายู ซึ่งผสมผสานให้เข้ากับคนไทย เพื่อตอบโจทย์​การท่องเที่ยว​ และการผลิตทางการเกษตร​ ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบ

ส่วนเรื่องกลุ่มจังหวัด จากประสบการณ์ที่อยู่ใน ศอ.บต. และรับราชการทั้งที่​จังหวัด​นราธิวาส​ ยะลา ปัตตานี​ สงขลา และสตูล ​เหตุผลในเชิงการบริหารราชการที่สมควรให้จังหวัดสงขลาและสตูลกลับไปอยู่ในกลุ่มภาคใต้ชายแดนเช่นเดิม

1. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นองค์กรที่อำนวยการ สนับสนุนการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุม 5 จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล แต่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน มีเพียง 3 จังหวัด โดยสงขลา และสตูล แยกไปอยู่อีก 2 กลุ่มจังหวัด ทำให้เกิดความย้อนแย้ง สับสนในการบริหารการพัฒนาของภาคราชการ

2. การบริหารกิจการชายแดน ทั้งมิติสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา สงขลา
สตูล ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกับมาเลเชีย จะต้องมีความเป็นเอกภาพ การแยกจังหวัดสงขลาและสตูลไปอยู่อีก 2 กลุ่มจังหวัด ทำให้ขาดเอกภาพในการบริหารกิจการชายแดน

3. การแยกจังหวัดสงขลาไปอยู่กลุ่มจังหวัดภาคใต้อ่าวไทย และจังหวัดสตูลไปอยู่กลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามัน ทำให้อยู่ห่างไกลจากจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มจังหวัด (สุราษฎร์ธานีและภูเก็ต) เป็นความไม่สอดคล้องในบริบทของพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์

และ 4. กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดนที่มีเพียง 3 จังหวัด ทำให้เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีขนาดเล็กเกินไป และเป็นภาพของกลุ่มจังหวัดที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเต็มพื้นที่ การมีจังหวัดสงขลาและสตูล เข้าไปอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน จะทำให้เกิดความเชื่อมโยง และเพิ่มพลังในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

“ผมขอเสนอให้สงขลาและสตูลกลัยไปอยู่กลุ่ม​จังหวัดชายแดนเช่นเดิม หากทดลองสิ่งใหม่แล้วไม่ตอบโจทย์​ และไม่สามารถ​เดินไปได้ ควรกลับเป็นแบบเดิม”​

สรุปทิศทางการบริหารการพัฒนาจังหวัดสตูล เป้าหมายหลัก 1. การป้องกันทุกมิติเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดของโรคในพื้นที่ 2. การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประชาชน การฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นการเดินหน้ายุทธศาสตร์​จังหวัดให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ 3 วาระ คือ 1. การพัฒนาการท่องเที่ยววิถีใหม่ “สตูลสะอาด ปลอดภัย ไร้โรค”​ 2. การพัฒนาเกษตรคุณภาพเพื่อตอบสนองต่อตลาดภาคใต้ตอนล่างและประเทศเพื่อนบ้านและ 3. การพัฒนาสิ่งแวดล้อมและพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

โดย “สตูลสะอาด ปลอดภัย ไร้โรค”​ มีแนวความคิดหลักคือ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย 9 ประเด็น คือ 1. สถานที่ท่องเที่ยวสะอาด มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามความจำเป็น ไม่คุกคามความเป็นธรรมชาติ

2. พัฒนามาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ทั้งที่พัก, ร้านอาหาร, พาหนะการเดินทาง, ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว, ป้ายบอกทางและป้ายสถานที่ท่องเที่ยว, ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

3. พัฒนาคุณภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว 4.ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงรุก, 5. ขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ตลาดการท่องเที่ยว 6. พัฒนามาตรฐานชุมชนท่องเที่ยว 7. ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสตูลเมืองอุทยานธรณีโลก 8. ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเมืองเก่าสตูล และ 9. เพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

นอกจากนั้น​ สตูลยังจัดทำ “คู่มือท่องเที่ยววิถีแนวใหม่”​ ซึ่งเปรียบเสมือนคู่มือนักบิน เพื่อความเป็นระเบียบในการท่องเที่ยว ดังสโลแกน “ท่องเที่ยวสตูล สะอาด ปลอดภัย ไร้โรค” ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง“เราจะมองการท่องเที่ยว​เพียงจังหวัด​เดียวไม่ได้ ต้องมองอย่างเชื่อมโยง​ เช่น มาประชุมที่หาดใหญ่​แต่ยังมีเวลาเหลือ อาจจะแวะมาเที่ยวสตูล​ แช่บ่อน้ำร้อนทุ่งนุ้ยออนเซน ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลมาก นอกจากนั้น หาดใหญ่​ยังสามารถ​เชื่อมโยงวัตถุดิบ​กับพัทลุง​ และสตูล”​ ผู้ว่าฯ วีร​นันทน์​ กล่าว และว่าจังหวัดสตูล ได้สนับสนุนงบประมาณให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล โดยนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล จำนวน 25 ล้านบาท เพื่อพัฒนาออนเซ็นทุ่งนุ้ย ที่บ่อน้ำพรุร้อนทุ่งนุ้ยให้เป็นจุดขายใหม่ทางการท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน

โดยเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสถานที่ให้ข้อมูลว่า บ่อน้ำพุร้อนทุ่งนุ้ย เพิ่งจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่หยุดให้บริการไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00 – 20.00 น. ทุกวัน ซึ่งในช่วงวันปกติจะมีคนในพื้นที่
เดินทางมาใช้บริการเป็นหลัก ในขณะช่วงวันหยุดหรือเสาร์-อาทิตย์จะคนจังหวัดใกล้เคียงและนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้บริการกันมาก

“หลายคนที่มาใช้บริการบ่อน้ำร้อนทุ่งนุ้ย บอกว่าทำให้สุขภาพดีขึ้น เคยมีคนจากสงขลาเดินทางมาแช่ทุกวันทุกเช้าแบบไปเช้ากลับเย็นเพราะเขาบอกว่าสุขภาพดีขึ้น”

ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการใช้บริการบ่อน้ำพุร้อนทุ่งนุ้ยคือ ช่วงเช้า และช่วงเย็น ประมาณ 6 โมงเช้ากำลังดี ส่วนช่วงเย็นตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึงค่ำ

“ถ้าใครไม่สะดวกในการเดินทาง ก็สามารถมาพักโฮมสเตส์ของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับ บ่อน้ำพุร้อน ทำให้มีเวลาในการใช้บริการได้สะดวก และอากาศค่อนข้างดีในช่วงเช้า”

สำหรับการให้บริการจะมีแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นบ่อแช่ตัว จะแบ่งเป็นส่วนผู้ชายและผู้หญิง และ 2. ส่วนบ่อแช่เท้า ซึ่งไม่มีคิดค่าบริการ โดยอัตราค่าบริการบ่อแช่ตัว(คนไทย) ผู้ใหญ่ 60 บาท เด็กคนละ 30 บาท ในขณะที่ต่างชาติ ผู้ใหญ่100 บาท เด็ก 60 บาท
ไม่จำกัดเวลา แต่เนื่องจากในช่วงโควิด-19 กำหนดให้บ่อแช่ตัว คนละ 1 ชั่วโมง