นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ให้ข้อมูลว่าทุเรียนเป็นไม้ผลหลักที่สำคัญของภาคใต้ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดเมื่อเทียบกับไม้ผลชนิดอื่น ๆ โดยมีพื้นที่ปลูกครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัด จำนวน 543,587 ไร่ พื้นที่ให้ผล จำนวน 401,555 ไร่ ในปีที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนเข้าไปวางไข่แล้วทำให้เกิดความเสียหายให้แก่ผลผลิต

โดยเฉพาะในจังหวัดยะลา ส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิตทุเรียน ทำให้เกษตรกรขายทุเรียนได้ในราคาที่ต่ำลง และขาดความน่าเชื่อถือทางการค้า
ในช่วงนี้ ทุเรียนมีการพัฒนาผลอ่อน จึงเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงที่หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนสามารถเข้าไปวางไข่ต้นฤดูฝนเป็นช่วงที่พบการระบาดทำลายของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนสูงมาก เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง ดินนิ่ม ดักแด้หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนที่อยู่ในดินจะฟักออกมาและทำลายภายในผลทุเรียน และเมื่อมองจากภายนอกผลจะไม่พบร่องรอยของการทำลาย ดังนั้นเกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ หากพบการทำลายให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านทันที เพื่อหาแนวทางป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนมีชื่อเรียกอื่น ๆ ได้แก่ หนอนใต้ หนอนมาเลย์ หนอนรู ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน สีน้ำตาลอมเทา มีจุดสีขาวบนสันหลังอก มีจุดใหญ่ที่ขอบปีก อย่างน้อย ๓ จุด และจุดเล็กที่มุมปีกอีก ๑ – ๓ จุด ตัวเมียหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้๑๐๐ – ๒๐๐ ฟอง โดยวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ บริเวณหนามทุเรียนใกล้ขั้วผล ตัวหนอนที่ฟักออกจากไข่จะเจาะไชเข้าไปภายในผล และอาศัยกัดกินอยู่ภายในเมล็ดโดยปราศจากร่องรอยของ การทำลายผิวผลภายนอกให้เห็น จนกระทั่งตัวหนอนโตเต็มที่มีขนาดยาวประมาณ ๔ เซนติเมตร ก็จะเจาะผลทุเรียนออกมาเข้าดักแด้ ในดินที่ชื้นนาน ๑ – ๙ เดือน จึงฟักออกมาเป็นตัวเต็มวัย ดักแด้อาจมีอายุนานกว่านั้น ในกรณีที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม แต่ถ้ามีฝนตกหนักจะช่วยกระตุ้นให้ออกเป็นตัวเต็มวัยเร็วขึ้น ลักษณะการทำลาย หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนจะเจาะไชเข้าไปภายในเมล็ด กัดกิน และขับถ่ายมูลออกมา ทำให้เนื้อทุเรียนเปรอะเปื้อนเสียหาย ตัวหนอนที่ฟักออกจากไข่จะเจาะเข้าไปในผลและอาศัยกัดกินอยู่ภายในเมล็ด
โดยไม่ทำลายเนื้อทุเรียน และเมื่อมองจากภายนอกผลจะปราศจากร่องรอยของการทำลายผิวผล ยกเว้นจะมีทางเดินเล็กๆ ระหว่างเนื้อและผิวเปลือกด้านในจะมีรอยเป็นเส้นซึ่งเมล็ดที่ถูกทำลายส่วนใหญ่ จะอยู่ในระยะที่เมล็ดแข็งแล้ว โดยหนอนจะใช้เวลาเติบโตอยู่ภายในเมล็ดจนกระทั่งตัวหนอนโตเต็มที่ จึงเจาะรูเพื่อออกจากผลทุเรียนและเข้าดักแด้ในดิน เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมจึงออกเป็นตัวเต็มวัย รูที่หนอนเจาะออกมามีขนาดเล็ก รอบ ๆ ปากรูจะมีขุย
สีขาวปนสีส้มติดอยู่ ผลที่ถูกทำลายสามารถนำไปแปรรูปเป็นทุเรียนกวนเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้
การแพร่กระจาย พบการแพร่ระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนในพื้นที่ปลูกทุเรียนระหว่างเดือน
มีนาคม – พฤษภาคม กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
๑. เกษตรกรไม่ควรขนย้ายเมล็ดทุเรียนจากที่อื่นเข้ามาในแหล่งปลูก ถ้ามีความจำเป็นควรทำการคัดเลือกเมล็ดอย่างระมัดระวัง หรือแช่เมล็ดด้วยสารเคมีกำจัดแมลง เช่น คาร์บาริล (เซฟวิน ๘๕% ดับลิวพี) อัตรา ๕๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตรก่อนทำการขนย้ายจะช่วยกำจัดหนอนได้
๒. สำรวจติดตามสถานการณ์หนอนเจาะเมล็ดโดยตรวจดูตัวเต็มวัยของหนอนเจาะเมล็ดในกับดักแสงไฟ หากมีฝนตกหนักติดต่อกัน ๒ – ๓ วัน ควรตรวจดูทุกวัน
๓. ห่อผลทุเรียนโดยใช้ถุงพลาสติกสีขาวขุ่นเจาะรูที่บริเวณขอบล่างเพื่อให้หยดน้ำระบายออก สามารถป้องกันผีเสื้อตัวเต็มวัยมาวางไข่ได้ โดยเริ่มห่อตั้งแต่ผลทุเรียนมีอายุ ๖ สัปดาห์เป็นต้นไป ก่อนห่อผลควรตรวจสอบ และป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งอย่าให้มีติดอยู่กับผลที่จะห่อ
๔. รักษาสวนให้สะอาดอยู่เสมอ หมั่นตรวจสวนหลังทุเรียนติดผลแล้ว เมื่อพบผลที่ถูกทำลาย หรือผลร่วงในสวนที่มีการระบาดของหนอนเจาะเมล็ด ควรเก็บผลร่วงไปเผาทำลายทิ้งทุกวัน เพื่อลดการเพิ่มปริมาณ เนื่องจากหลังจากทุเรียนร่วงไม่นาน ถ้ามีหนอนอยู่ภายในหนอนจะเจาะรูออกมาเพื่อเข้าดักแด้ในดิน
5. ตัดแต่งผลทุเรียนที่มีจำนวนมากเกินไป โดยเฉพาะผลที่อยู่ติดกันควรใช้กาบมะพร้าวหรือกิ่งไม้
กั้นระหว่างผล เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเต็มวัยวางไข่หรือตัวหนอนเข้าทำลายหรือหลบอาศัย
6. อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ เช่น แตนเบียน Apantelessp.
7. การป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมีกำจัดแมลง เมื่อเริ่มพบตัวเต็มวัยโดยพ่นทุก ๗ – ๑๐ วันดังนี้
– ไซเพอร์เมทริน/โฟวาโลน (พาร์ซอน ๖.๒๕% /๒๒.๕% อีซี) อัตรา ๔๐ มิลลิลิตร ต่อน้ำ
๒๐ ลิตร หรือ
– แลมบ์ดาไซฮาโลทริน (คาราเต้ ซีนอน ๒.๕% เอสซี)อัตรา ๕๐มิลลิลิตร ต่อน้ำ ๒๐ลิตร หรือ
– คาร์บาริล (เซฟวิน ๘๕% ดับบลิวพี) อัตรา ๕๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
ไม่ควรใช้สารเคมีชนิดเดียวติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรมีการสลับชนิดเพื่อป้องกันศัตรูพืชเกิดความ ต้านทาน