ก่อหนี้เท่าที่จำเป็นและจ่ายไหว เป็นหนี้ต้องชำระ! “ประธานฟุก พิชัย จงไพรัตน์” เตือนก่อนกู้ SMEs ต้องรู้! สำรวจธุรกิจตัวเอง แนะบริหารการใช้เงิน พร้อมให้กำลังใจฝ่าวิกฤติโควิด-19

“ประธานฟุก” นายพิชัย จงไพรัตน์ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจังหวัดสงขลา และภาคใต้ กล่าวให้แนวคิด SMEs ในหัวข้อ “Ready กู้!” ว่า ประเทศไทย ก็เหมือนนานาอารยประเทศ ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจทุนนิยม การปกครองประชาธิปไตย ทุนนิยม คือ ขับเคลื่อนด้วยทุน โดยมีกลไกตลาด และแรงจูงใจในการทำกำไรสูงสุดเพื่อผู้ประกอบการจะได้เร่งพัฒนาธุรกิจ ผลิตสินค้ามาแข่งขัน สนองตอบความต้องการผู้บริโภค

ดังนั้น ด้วยชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าทุนนิยม คือ นิยมทุน ใครทุนมากกว่าก็จะได้เปรียบคนที่ทุนน้อย

ธุรกิจรายใหญ่จึงใช้ทุนผูกขาดธุรกิจ ผู้ประกอบการรายเล็กทุนน้อยไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ “ทุนนิยม” จึงบีบให้ผู้ประกอบการต้องกู้เงิน นำเงินอนาคตมาใช้ในการทำธุรกิจ โดยมุ่งหมายเพื่อให้สามารถมีทุนทัดเทียม หรือเหนือกว่า เพื่อสร้างการแข่งขัน ยิ่งเงินมาก ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการจัดหาทรัพยากรเพื่อการแข่งขันมากขึ้น
จึงไม่แปลกที่ผู้ประกอบการ SMEs จะได้แนวคิดจากสถาบันเงินกู้ว่า หากคิดจะลงทุนทำธุรกิจแล้วใช้เฉพาะทุนตัวเอง ธุรกิจจะไม่โตหรือเติบโตช้า แต่หากกู้เงิน นอกจากธุรกิจจะขยายเร็ว กู้ได้ยิ่งเยอะก็แสดงว่าเรามีเครดิต กิจการยิ่งมีความน่าเชื่อถือ

สถาบันเงินกู้ แนวคิด economy of scale, economy of speed ในมุมที่กระตุ้นเร่งให้ SMEs รีบใช้เงินอนาคต โดยการสนับสนุนจากสถาบันเงินกู้หลัก 2 ราย

1. สถาบันการเงิน เพราะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จากการปล่อยกู้ และ 2. รัฐบาล เพราะในยามปกติ ต้องการให้ SMEs กู้ เพื่อขยาย GDP ประเทศ และในยามไม่ปกติ เศรษฐกิจ SMEs มีปัญหา ก็อุดหนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้สร้างสภาพคล่องธุรกิจ ป้องกันไม่ให้ SMEs ปลดพนักงานเพื่อลดต้นทุนธุรกิจ แล้วหวังว่า SMEs จะฝ่าปัญหาไปให้ได้ หรือที่สุดแล้วคือการต่อลมหายใจ SMEs ให้ได้นานที่สุด

ก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจและสังคมระดับประเทศ เกิดหายนะทันที!
ทำไมถึงหายนะ? ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม (สสว.) SMEs จ้างแรงงานมากกว่า 80% ของการจ้างแรงงานทั้งประเทศ และเป็นฐานเสียงที่สำคัญของรัฐบาล ที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า

ธุรกิจในประเทศไทย กว่า 99% เป็น SME คิดเป็นประมาณ 3 ล้านราย และใน 3 ล้านรายนี้ กว่า 99% เป็นกิจการขนาดเล็ก (s) โดย SMEs มีส่วนสร้าง GDP ให้ประเทศ 42%

ในระหว่างที่รัฐบาลและประชาชนร่วมกันทำสงครามกับ COVID-19 ความจำเป็นที่จะต้องหยุดการแพร่ระบาด เช่นการปิดประเทศ, ปิดเมือง, ปิดกิจการ สร้าง Physical Distancing นั้น ก็ควบคู่กับประชาชนแต่ละคนที่ต่างปิดปาก ปิดจมูก ด้วยเช่นกัน

จึงเกิดประสบการณ์ใหม่ #wfh Work From Home ทำงานที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอก อยากได้อะไรก็จะได้ หากยังมีเงินในบัญชีและสิ่งที่ต้องทำเพียง โอนเงินเข้าใน wallet แล้วสั่ง online อาหาร-สินค้า delivery ส่งตรงถึงบ้าน แสนจะสะดวกสบาย

เมื่ออยู่บ้านก็ต้องทำงาน เรียนรู้เครื่องมือ digital เพื่อสร้างรายได้ ใช้เทคโนโลยี ประชุม รับส่งงาน online จนคนเริ่มทยอยทำได้ดี คุ้นเคยกลายเป็นวิถีชีวิต ไม่ต้องพบเจอกันก็ได้ในที่สุด

ในช่วงนี้ระดับบุคคลจึงต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ระดับระหว่างประเทศ ก็มีนโยบายลดการพึ่งพิงประเทศอื่น มีการจัดการห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงหากเกิดปัญหาปิดประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็น supply chain กัน

ดูเหมือน COVID-19 จะ Fast Forward โลกทั้งใบดึงเวลา 10 ปีข้างหน้า มาสู่ปัจจุบันในชั่วไม่กี่ข้ามคืน และโลกอาจจะถูกแบ่งยุคสมัยเป็นโลกก่อนโควิด (Pre-COVID) และโลกหลังโควิด (Post-COVID) แล้วต่อไปจะทยอยเกิดปรากฏการณ์ความปกติแบบใหม่ (new normal) ขึ้นเรื่อย ๆ

และล้างบาง.. บางสิ่งบางอย่าง ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในยุค Post-COVID อีกต่อไป

SMEs ready กู้อีกครั้ง!
อีกไม่นาน SMEs น่าจะได้รับมาตราการช่วยเหลือชุดใหญ่จากรัฐบาล เป็นโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จัดหนักถึง 500,000 ล้านบาท (ห้าแสนล้านบาท) เพื่อพยุงเศรษฐกิจ SMEs ไม่ให้ล้มหายตายจากไปเพราะฤทธิ COVID-19 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยรับลูกจากกระทรวงการคลัง ทำหนังสือถึงธนาคารพาณิชย์เพื่อให้ไปปฏิบัติแล้ว

สถานการณ์นี้ ถือว่าเป็นสถานการณ์พิเศษ เพราะรัฐบาลกำลังทำสงครามกับ Corona VIrus Disease 19 (COVID-19) ซึ่งเป็นคลื่นสึนามิลูกใหญ่ที่เข้าโจมตีประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลกในขณะนี้

แต่คลื่นสึนามิลูกที่ใหญ่กว่า และใกล้จะโจมตีอีกระลอกแล้ว ก็คือภาวะเศรษฐกิจถดถอย Recession ที่ GDP ลดลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส และอาจจะรุนแรงและยาวนานจนถึงขั้นเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ Economic Depression ซึ่งจะกินเวลาหลายปี กว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

ดังนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ก่อนจะกู้ ต้องสำรวจตัวเองให้ดี เพราะหน้าที่ในการปล่อยกู้ พยุงเศรษฐกิจ ไม่ให้เกิดการว่างงาน คือ หน้าที่รัฐบาล แต่หน้าที่คืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย เมื่อถึงกำหนดชำระ คือ หน้าที่เรา

ถ้ากู้แล้ว ประคองธุรกิจ รักษาพนักงานไว้ ให้ผ่านพ้นช่วงนี้ ธุรกิจมีโอกาสกลับมารุ่งเรือง แต่กู้แล้ว เพียงต่อลมหายใจ สุดท้ายธุรกิจไปไม่รอด ซ้ำหนี้สินท่วมท้น ท่านจะลำบากแสนสาหัส

ดังนั้น เหตุการณ์จะส่งผลกระทบอีกนานเท่าใดยังประมาณการไม่ได้ SMEs จึงต้องยืนระยะ บริหารการใช้เงินให้ได้นานที่สุดจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
สุดท้ายก็เป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการ SMEs ทุกท่าน ให้อยู่รอดปลอดภัยทั้งสุขภาพกาย ใจ ธุรกิจ จากวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้

และฝากคาถาท่องจำก่อนกู้ไว้ “โอมมม…ก่อหนี้เท่าที่จำเป็นและจ่ายไหว โอมมม…เป็นหนี้ต้องชำระ”