หลังจากทางรัฐบาลมาเลเซียขยายเวลาบังคับใช้มาตราการทางสังคมเพื่อควบคุมโรคโควิด-19 ต่ออีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ถึงวันที่ 12 พ.ค.นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อแรงงานไทย ที่เดินทางข้ามแดนไปทำงานในมาเลเซีย ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เพราะเจ้าของธุรกิจมีรายได้ลดลงหรือต้องหยุดกิจการ ทำให้ต้องเลิกจ้างแรงงานไทย ส่งผลให้แรงงานทั้งหมดต้องกลับประเทศ บางรายไม่มีแม้เงิน เพราะนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง บางรายต้องใช้เงินเก็บทั้งหมด จ่ายค่านายหน้าเพื่อกลับมายังประเทศไทย

วันนี้ 28 เมษายน 2563 พ.อ.เอกพล เลขนอก ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 (ผบ.ฉก.48) สั่งการให้ ร.ทจิรัฎฐ์ บูรณัติ รองผบ.ร้อย ทพ.เชิงรุก ฉก.ทพ. 48 สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ 6 ชุดปฏิบัติการณ์ เดินลาดตระเวนและซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณชุมชนบือเร็ง ริมแม่น้ำสุไหงโก-ลก แนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ระยะทางกว่า 7 กิโลเมตร หลังทราบเบาะแสมีแรงงานไทยที่ตกค้างอยู่ในรัฐต่างๆของประเทศมาเลเซียเป็นจำนวนมาก ก่อนเดินทางข้ามจากช่องทางข้ามธรรมชาติเพื่อเข้ามายังฝั่งประเทศไทย
ขณะลาดตะเวนพบคนไทยพยายามเดินข้ามแม่น้ำสุไหงโกลก เพื่อข้ามมายังประเทศไทย จึงได้จับกุมแรงงานทั้งหมด 50 คน หลังจับกุมเจ้าหน้าที่ได้นำแรงงานไทยทั้งหมดมายังจุดคัดกรองด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก เพื่อเปรียบเทียบปรับคนละ 800 บาท ก่อนจะประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ที่คนไทยกลุ่มนี้อาศัยอยู่มารับตัวที่ด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแต่ละจังหวัดจะทำการกักตัวเพื่อดูอาการ 14 วัน ตามศูนย์ Local Quarantine รองรับผู้ที่ต้องกักตัวเพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของ COVID -19 ตามกระบวนการควบคุมโรคระบาดต่อไป

จากการสอบถามแรงงานไทยที่หนีข้ามเข้ามาฝั่งไทย ยอมลุยน้ำไม่ห่วงชีวิตมีทั้งผู้ใหญ่ เด็กเล็ก แรงงานไทยนั้นได้เล่าเจ้าหน้าที่ว่าถ้ายิ่งอยู่ประเทศมาเลเซียไม่มีงาน ไม่มีเงินซื้ออาหารเลี้ยงครอบครัว บางคนลูกเล็กต้องซื้อนมให้ลูกไม่มีเงินจึงยอมลุยน้ำข้ามฝั่งได้ ยอมให้เจ้าหน้าที่จับกุมเข้าสู่ศูนย์กักตัวเพราะถ้าอยู่อีกประเทศมาเลเซียขยายเวลาบังคับใช้มาตราการทางสังคมเพื่อควบคุมโรคโควิด-19 พร้อมกลับประเทศไทยถึงไม่มีเงินแต่เป็นบ้านเกิดของเราและคิดหาทางประกอบอาชีพที่สามารถดูแลครอบครัวได้อีกด้วย