13 เมษายน 2563 ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายชัยสิทธิ์ พาณิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานเปิดกิจกรรมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ( Food Security ) จังหวัดยะลา โดยได้ส่งมอบเมล็ดพันธุ์ พืชผักชนิดต่างๆ ให้นายอำเภอนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนต่อไป

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล หัวหน้าสำนักงานจังหวัดยะลาเผยว่า โครงการนี้เป็นข้อสั่งการของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ให้เกษตรจังหวัด พัฒนาชุมชน ปศุสัตว์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันคิดโครงการเกี่ยวกับ Food Security การสร้างความมั่นคงทางอาหาร


“อย่างที่ทราบว่าในปัจจุบันสถานการณ์ของโรคโควิดยังลุกลามอยู่ และรัฐบาลก็มีมาตรการให้หน่วยงานดำเนินการ 1. สกัดการเคลื่อนไหว 2.การเว้นระยะห่างทางสังคม และประเด็นที่สำคัญในเรื่องเศรษฐกิจในภาพรวมได้รับผลกระทบ เพราะประชาชนไม่สามารถที่จะทำการค้าขายได้ตามปกติ ท่านผู้ว่าจึงสั่งการ ให้หน่วยงานไปคิดการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และท่านผู้ว่าฯ ก็มองการณ์ไกลว่า ต่อไปคนจะมีแนวทางการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ท่านเล็งเห็นว่าจังหวัดยะลาก็ควรจะเริ่มเสียก่อน” นายธีรุตม์ กล่าว และว่า

มิติของ Food Security การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ประกอบด้วย 1. ความพอเพียงคือ การที่มีอาหารพอเพียง ทั้งในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม, 2. การเข้าถึงคือ การที่ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้โดยการผลิตเองปลูกเอง, 3. การใช้ประโยชน์การใช้น้ำและ พืชผักที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด, 4. เสถียรภาพคือ การที่มีอาหารอย่างเพียงพอสม่ำเสมอ ไม่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนอาหาร

จังหวัดยะลา ได้นำมิติความพอเพียงตรงนี้ มาเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร Food Security หมายความว่าอย่างน้อยในครัวเรือน ก็ต้องพอกินพอใช้ก่อน ถ้ามากพอก็ค่อยแบ่งปันให้ผู้อื่น และค่อยขยายอาจจะนำไปสู่การจำหน่าย หรือการแปรรูปเพื่อการจำหน่าย

“เราพยายามที่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้กับชาวบ้าน บางทีเขาอาจจะยังไม่มีความพร้อม ตอนนี้ทุกคนยังยุ่งและกังวลอยู่กับสถานการณ์โควิด ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายให้ถุงยังชีพ แต่ก็เป็นระยะสั้น การแก้ไขปัญหาระยะยาวเราก็ได้ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงมาสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อเป็นตัวค้ำให้กับครัวเรือน ชุมชน เพราะเชื่อว่า ถ้าทุกคนพึ่งพาตัวเองได้ประเทศเราก็จะเดินหน้าต่อไปได้”

โดยเชื่อว่า ประโยชน์ในระยะยาว จะเกิดกับครัวเรือน ชุมชน ในระยะยาว จะสังเกตได้ว่าคนในปัจจุบัน หันไปทำงานโรงงาน งานอุตสาหกรรม หรือห้างร้านต่างๆ สิ่งเหล่านี้ได้ค่าตอบแทนจำนวนมาก แต่สุดท้ายเราก็ต้องนำค่าตอบแทนเหล่านี้มาใช้จ่ายในเรื่องอาหาร ซึ่งถ้าภาครัฐนำร่องหรือเริ่มต้นให้เขาก่อน แล้วเขาทำตาม อย่างน้อยถึงจะขายไม่ได้ แต่ก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของพวกเขาได้ และจะทำให้เกิดพึ่งพาตัวเองได้

ประการต่อไปก็คือ สามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพไม่ว่าจะเป็นการออกไปจับจ่ายซื้อสินค้า ซื้ออาหารต่างๆ ที่มีผู้คนแออัด ที่มีคนพลุกพล่านหรือบางครั้งอาจจะกังวลในความสะอาดของอาหาร ตรงนี้จะทำให้เรามั่นใจได้มากขึ้น เพราะเราเป็นผู้ปลูกเอง ผลิตเอง และปรุงเองทุกขั้นตอน

“เชื่อว่าถ้าทุกคนเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ อนาคตข้างหน้า ยะลาจะเป็นเมืองที่มีความมั่นคงทางอาหารอย่างแน่นอน” หัวหน้าสำนักงานจังหวัดยะลา กล่าว