คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ม.อ.ภูเก็ต วิจัยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนของจังหวัดภูเก็ต

คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ม.อ.ภูเก็ต วิจัยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนของจังหวัดภูเก็ต นักวิจัยคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต วิจัยเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนของจังหวัดภูเก็ต เป็นระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว

จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองหนึ่งที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอันเนื่องมาจากการเจริญเติบโตของเมือง จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในทุกปีของจังหวัดภูเก็ตเป็นเหตุในปริมาณความต้องการน้ำเพิ่มสูง

ข้อมูลจากกรมชลประทานรายงานว่า จังหวัดภูเก็ตมีความต้องการน้ำต่อปีเฉลี่ย 80 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่การผลิตน้ำสามารถผลิตได้เฉลี่ยเพียงแค่ 48 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเท่านั้น น้ำขาดแคลน ปริมาณกว่า 32 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปีด้วยเหตุนี้จังหวัดภูเก็ตมักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งของทุกปี โดยสำนักข่าวไทยพีบีเอสรายงานว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำในปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนถึง 6,000 ครัวเรือน

นอกจากนี้ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยได้ประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจสำหรับปัญหาภัยแล้งในประเทศไทยพบกว่า ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยคิดเป็นตัวเงินกว่า 15,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.1 ของจีดีพีของประเทศ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาขาดแคลนน้ำของภูเก็ตคือ การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ข้อมูลปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายเดือนเมื่อปี 2562 พบว่า ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายเดือนลดลงจากปริมาณน้ำฝนรายเดือนเฉลี่ย 10 ปี ในเกือบทุกเดือนตลอดทั้งปี ปริมาณน้ำฝนที่ลดลงส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนที่จะนำมาผลิตเป็นน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภค


รศ.ดร.พันธ์ ทองชุมนุม รองอธิการบดีวิทยาเขตภูเก็ต ผศ.ดร.วีระพงศ์ เกิดสิน คณบดีคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และ ดร.อวิรุทธิ์ พุฒิวงศ์รักษ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา จากคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ร่วมกันเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนของจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ประกอบด้วย

การแก้ไขปัญหาสำหรับระยะเร่งด่วน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เสนอให้ใช้น้ำบาดาลในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งแผนที่แสดงศักยภาพน้ำบาดาลที่วิจัยโดยคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมจะสามารถช่วงระบุพื้นที่ที่สามารถขุดเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้สอยได้ในภาวะวิกฤตสำหรับหน้าแล้งที่กำลังจะมาถึง

นอกจากนี้ข้อมูลระดับน้ำจากขุมเหมืองทั้ง 111 ขุมเหมือง ที่มีการเฝ้าสังเกตการณ์ด้วยเครื่องมือที่ติดตั้งโดยคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สามารถใช้เป็นแหล่งน้ำสนับสนุนของน้ำต้นทุน ในกรณีที่การขุดเจาะน้ำบาดาลไม่ทันกับปริมาณความต้องการน้ำในหน้าแล้งนี้

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาระยะกลาง การสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำและการเฝ้าติดตามข้อมูลน้ำจะมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและทันท่วงที อีกทั้งการจัดทำธนาคารน้ำในชุมชน กล่าวคือการเก็บข้อมูลการใช้น้ำและการเติมน้ำเข้าสู่แอ่งน้ำบาดาลเสมือนการฝาก-ถอนของทางธนาคารจะช่วยให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบและเท่าทัน

และแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว คือการนำเทคโนโลยีมาใช้สำหรับการผลิตน้ำต้นทุน ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่หรือการรีไซเคิลน้ำ และเทคโนโลยีการเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด เป็นต้น จะเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับเติมเต็มช่วงว่างระหว่างความต้องการน้ำและการผลิตน้ำของภูเก็ตให้มีความสมดุลเพื่อให้จังหวัดมีทรัพยากรน้ำสำหรับใช้สอยอย่างยั่งยืน

ที่มา เว็บไซต์ www.psu.ac.th