วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2563) ที่ สถานสวัสดิสงเคราะห์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ (ธปท.) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาจัดงานแถลงข่าว “ภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้” ไตรมาส 4 ปี2562 และแนวโน้ม โดย นายสันติ รังสิยาภรณ์รัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ พร้อมด้วยสื่อมวลชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟัง เพื่อทำข่าวเผยแพร่ข้อมูลเป็นประโยชน์สู่สาธารณชนต่อไป


นายสันติ รังสิยาภรณ์รัตน์ กล่าวสรุปภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ไตรมาสที่ 4 ปี 2562 หดตัวเล็กน้อยทั้งเทียบจากไตรมาสก่อนและจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยหลัก ๆ เกิดจากรายได้เกษตรชะลอลง จากผลผลิตปาล์มน้ำมันที่หดตัวผลิตน้อยลง ส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภคชะลอลงเช่นกัน สะท้อนกำลังซื้อที่ไม่เข้มแข็ง รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกยังคงหดตัว ผลผลิตปาล์มน้ำมันลดลงส่งผลต่อการผลิตอุตสาหกรรมด้านการส่งออกแม้ยังคงหดตัว แต่ปรับดีขึ้นในหลายหมวด

ในด้านการท่องเที่ยวหดตัวลดลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับดีขึ้น ส่วนการลงทุนภาครัฐและเอกชนหดตัวต่อเนื่อง จากความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจภาคใต้ อัตราเงินเฟ้อติดลบมากขึ้น เกิดจากปัจจัยด้านพลังงาน ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ประเด็นสำคัญของภาคใต้ รายได้เกษตรกรโดยรวมขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากผลผลิตจากชาวสวนปาล์มน้ำมันที่มีผลผลิตหดขายไป ส่วนผู้ปลูกทุเรียนนอกฤดู รายได้เพิ่มขึ้น 67% ส่วนรายได้ลูกจ้างนอกภาคเกษตรหดตัว

ทั้งนี้ มาตรการภาครัฐสนับสนุนรายได้และกระตุ้นการใช้จ่าย ได้แก่ โครงการประกันรายได้เกษตร ปาล์มน้ำมันปี 2562/63 ธกส.จ่ายเงินแล้ว 2 ครั้ง ในวันที่ 1 ต.ค. และ 15 พ.ย. รวมวงเงิน 2.72 พันล้านบาท ให้แก่เกษตรกร 3.29 แสนราย อย่างไรก็ตาม ไม่มีการจ่ายเงินในรอบ ธ.ค.เนื่องจากราคาสูงกว่าราคาเป้าหมายของโครงการที่ 4 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนยางพาราปี 2562/63 ธกส.จ่ายเงินแล้ว (งวด 1) ประมาณ 6 พันล้านบาท ให้แก่เกษตร 1.4 ล้านราย

ทั้งยังสนับสนุนรายได้กระตุ้นการใช้จ่าย ได้แก่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ชิม ช้อป ใช้, ลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง, สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยต่ำ, โครงการบ้านดีมีดาวน์

มาตรการภาครัฐมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาขยายตัว ดัชนีความเชื่อมั่นภาวะอสังหาริมทรัพย์ภาคใต้ ยังมีการขยายตัวดีในระดับ 56.3 ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของภาคใต้ คาดการณ์ใน 6 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้น 64.3
นอกจากนั้น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ มีการขยายตัวดีขึ้นของบ้านแนวราบใน 2 จังหวัดหลัก ๆ ได้แก่ สงขลา สุราษฎร์ธานี ส่วนบ้านแนวสูงยังไม่ค่อยดีนัก

ดัชนีการอุปโภคบริโภคยังทรงตัว แต่ที่ยังไม่ขยายตัวได้ดีเพิ่มขึ้น ปัจจัยสำคัญ คือ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่เป็นปัจจัยฉุดรั้งให้การใช้จ่ายอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว สินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ สินค้ากึ่งคงทน และกลุ่มบริการภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ส่วนสินค้าที่หดตัว ได้แก่ อุปโภคบริโภค ยานยนต์ ดังนั้น สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มระดับกลางจนถึงบนยังมีการใช้จ่ายอยู่ ช่วยผลักดันการขยายตัวเศรษฐกิจ

ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนหดตัว จากการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ ยอดจาหน่ายปูนซีเมนต์ -1.5%, ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ +1.0%, มูลค่านำเข้าสินค้าทุน -48.6%, พื้นที่อนุญาตก่อสร้าง +9.7%, มูลค่าการจาหน่ายเครื่องจักรในประเทศ -4.0%
อุปสงค์ต่างประเทศยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่มีสัญญาณปรับดีขึ้นเล็กน้อย กลุ่มประเทศ G3 การผลิตในภาพรวมยังคงอ่อนแอในทุกประเทศ ส่วนประเทศจีน เศรษฐกิจจีนไตรมาส 4/2562 ทรงตัวจากไตรมาสก่อน สินค้าส่งออกหดตัวน้อยลงจากไตรมาสก่อน ขณะที่การผลิตเพื่อส่งออกโดยรวมภาคใต้ปรับดีขึ้นในหลายหมวด แต่การผลิตน้ำมันปาล์มดิบหดตัวสูง ส่งผลให้ MPI หดตัวมากขึ้นกว่าไตรมาสก่อน

ด้านภาคการท่องเที่ยว ถือว่าเป็นพระเอกของภาคใต้ ในไตรมาส 4 หดตัวน้อยลงจากไตรมาสก่อน แต่โดยรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน ยุโรป รัสเซีย อินเดีย ยกเว้นมาเลเซียที่ยังหดตัว -11.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ขยายตัวดีขึ้นจากปี 2562 แต่ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกชะลอลง รวมไปถึงไวรัสโคโรนาที่มีผลต่อการค้า คือ การท่องเที่ยว, พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่ยังมีความล่าช้าและรายได้ของครัวเรือนที่ชะลอลง นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้จ่ายของประชาชนลดลง

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจภาคใต้ไตรมาส 1 ปี 2563 ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน ได้แก่ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสปอดอักเสบโคโรนา จะมีผลกระทบกับนักท่องเที่ยวจีน และประเทศอื่น ๆ ด้วย ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งมาตรการของรัฐบาลไทยค่อยข้างเข้มงวดอยู่แล้ว

ความเสี่ยงด้านภัยแล้งที่ได้รับผลกระทบกับเกษตรกรภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตปาล์มน้ำมัน และยางพารา และความเสี่ยงด้านการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งเป็นการลงทุนจากภาครัฐที่เป็นกลไกที่จะช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้ง 3 ปัจจัยนี้ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจภาคใต้