ตรัง เร่งวางทุ่นกำหนดเขตคุ้มครองพะยูน เดินหน้ามาเรียมโปรเจ็ค พร้อมผลักดันแผนพะยูนแห่งชาติ


เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จ.ตรัง ผู้นำชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันวางทุ่นกำหนดพื้นที่คุ้มครองหญ้าทะเล คุ้มครองพะยูน เร่งยกระดับคุ้มครองพื้นที่หญ้าทะเลทั้ง 18,000 ไร่ แหล่งอาหารพะยูนอย่างยั่งยืน ลดอัตราการตาย ผลักดันเข้าสู่แผนพะยูนแห่งชาติ ขณะที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งนักวิจัยเก็บข้อมูลการดูแลอนุบาลมาเรียม และการบริหารจัดการพื้นที่ในช่วงอนุบาลมาเรียม เพื่อนำเสนอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าโครงการมาเรียมโปรเจ็ค และผลักดันแผนพะยูนแห่งชาติ

วันที่ 27 มกราคม 2563 นายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง นำเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง, ตัวแทนประมงพื้นบ้าน และนายณัฐวัฒน์ ทะเลลึก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านมดตะนอย ต.เกาะลิบง จ.ตรัง ร่วมกันนำทุ่นจำนวน 14 ลูก ออกไปวางบริเวณแนวเขตหญ้าทะเลพื้นที่บ้านมดตะนอย ซึ่งมีแหล่งหญ้าทะเลผืนใหญ่ และถิ่นหากินและอาศัยสำคัญของพะยูนในทะเลตรังที่กระจายหากินและอาศัยอยู่ทั่วไปตามพื้นที่ที่มีแหล่งหญ้าทะเล โดยพะยูนกินหญ้าทะเลเป็นอาหาร โดยสามารถวางได้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ เพื่อกำหนดพื้นที่คุ้มครองแหล่งหญ้าทะเล คุ้มครองพะยูน ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการทำประมง การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าทางทะเล ท เดินหน้าบริหารจัดการคุ้มครองพื้นที่ให้เข้มข้นอย่างเป็นระบบและครอบคลุม เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรชายฝั่ง และสัตว์ทะเลหายากประเภท เต่าทะเล โลมา และพะยูน ซึ่งพะยูนฝูงใหญ่ที่สุดกว่า 180 ตัว อาศัยอยู่ในทะเลตรัง ในบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการกำหนดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศหรือแรมซาร์ไซต์ เมื่อปี 2545 และได้รับการประกาศเป็นอุทยานมรดกแห่งอาเซียน เมื่อปี 2562 ลดอัตราการตายของพะยูน คงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชายฝั่งทะเลตรัง และสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์พะยูนให้อยู่คู่กับทะเลตรังตลอดไป รองรับการผลักดันแผนพะยูนแห่งชาติ ของรัฐบาลต่อไป

นายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง กล่าวว่า การวางทุ่นในบริเวณพื้นที่บ้านมดตะนอย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จำนวน 14 ทุ่น ได้พื้นที่ประมาณ 500 ไร่ เป็นไปตามแผนบริการจัดการพื้นที่ให้หมดครอบคลุมหญ้าทะเล 18,000 ไร่ โดยขณะนี้เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงดำเนินการไปได้แล้วรวมประมาณ 4,000 ไร่ แต่ได้กำหนดแผนการจัดการจะให้ครอบคลุมแหล่งหญ้าทะเลทั้งหมดในปี 2564 โดยสิ่งที่ได้คือ จะได้เห็นแนวเขตหญ้าทะเลอย่างชัดเจน ผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ ทั้งพี่น้องชาวประมง เรือท่องเที่ยว หรือเรือขนส่งสินค้าทางทะเล จะได้สังเกตเห็นพื้นที่อย่างชัดเจน หากพบเห็นทุ่นจะได้รู้พื้นที่ขอบเขตหญ้าทะเล แหล่งอาศัยหากินของพะยูน เต่า โลมา สัตว์ทะเลหายาก จะได้ระมัดระวังการใช้เครื่องมือประมงในพื้นที่ ซึ่งเขตห้ามล่าฯและชาวบ้านได้ร่วมกันวางกติการ่วมกันแล้วจำนวน 10 ข้อ เช่น การห้ามใช้เครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายต่อพะยูนหรือผิดกฎหมายบริเวณที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าทุกชนิด ห้ามขับเรือไล่ตามพะยูน ห้ามถ่ายภาพนิ่ง ภาพใต้น้ำ หรือถ่ายวีดีโอใต้น้ำที่เป็นการรบกวนพะยูนและสัตว์ป่าอื่นๆ ,การดูพะยูนจากกล้องส่องทางไกล เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อวางทุ่นชัดเจน จะทำได้เห็นแนวทุ่นชัดเจนนับจากแนวทุ่นเข้าไปถึงฝั่งจะเป็นถิ่นพะยูน ลดอัตราการตายของพะยูน คงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชายฝั่งทะเลตรัง และสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์พะยูนให้อยู่คู่กับทะเลตรังตลอดไป รองรับการผลักดันแผนพะยูนแห่งชาติของรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ หากพะยูนตายปีละไม่เกิน 5 ตัวต่อปี ปริมาณการเกิดไม่ต่ำกว่า 10 ตัวต่อปี จะทำให้พะยูนในทะเลตรังเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ โดยในเขตห้ามล่าฯ เองนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะพยายามดูแลป้องกันร่วมกับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน ในการคุ้มครองดูแล หากมีพะยูนตายเกิดขึ้นจะดูแล คุ้มกันไม่ให้ตายเกิน 3 ตัวต่อปี


อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกันกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ส่งนักวิจัยร่วมลงเรือสังเกตุการทำงานวางแนวทุ่นกำหนดพื้นที่คุ้มครองแหล่งหญ้าทะเล คุ้มครองพะยูนในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็น 1 ในกิจกรรม การลงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลการดูแลอนุบาลมาเรียม และการบริหารจัดการพื้นที่ในช่วงอนุบาลมาเรียม เพื่อนำเสนอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าโครงการมาเรียมโปรเจ็ค และกำหนดแผนพะยูนแห่งชาติด้วย

นายวิชญุตร์ ลิมังกูร นักสื่อความหมายธรรมชาติทางทะเล กล่าวว่า เป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการดูแลทรัพยากรทางทะเล กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก มาเก็บข้อมูลการวางทุ่นว่าสามารถป้องกันภัยคุกคามที่จะเกิดกับพะยูนได้อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ พบว่าเป็นข้อตกลงร่วมกันในทะเลว่า หากพบทุ่นนี้คือ พื้นที่อาศัย หากินของพะยูน เรือทุกชนิด รวมทั้งพี่น้องชาวประมงจะได้ระมัดระวังทั้งเรื่องเรือ ใบพัดเรือ นอกจากนั้นจะมีการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ชาวบ้านที่มีส่วนร่วมในการดูแลอนุบาลมาเรียมในช่วงที่ผ่านมา เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปถอดบทเรียนมาเรียมโปรเจ็ค กำหนดทิศทางการดูแลพะยูนทั้งในขณะเกยตื้น แผนงานโครงการระยะยาวในการดูแลสัตว์ทะเลหายาก การบริหารจัดการพื้นที่โดยองค์รวมทั่วประเทศที่มีพะยูนอาศัย เสนอทั้ง 2 กรม เพื่อนำไปผลักดันตามแผนพะยูนแห่งชาติของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป

ที่มา https://www.77kaoded.com/content/1248465