หอการค้ายะลา ร่วมเอกชนจชต. เสนอ ครม. ต่อยอดพัฒนาเส้นทาง ยะลา-เบตง คาดดึงนักท่องเที่ยว 1 ล้านคนต่อปี

นายธนันท์รัฐ ศรประสิทธิ์ เลขาธิการหอการค้าจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า ในการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และในวันนี้ได้มีการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งภาคเอกชนในพื้นที่ได้มีการเสนอแผนพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าไปในที่ประชุม ประเด็นแรก คือ ด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน โครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินทางเลี่ยงเมืองจังหวัดยะลา (ด้านตะวันตก) 4 ช่องจราจร งบประมาณ 1,500 ล้านบาท เนื่องจากในปัจจุบันการเดินทางจากจังหวัดสงขลา ปัตตานี ไปอำเภอเบตงต้องเดินทางผ่านเข้าตัวเมืองยะลา ทำให้การจราจรภายในเมืองยะลาติดขัด

ดังนั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่อำเภอเบตง ลดปริมาณการจราจรในเขตเมืองยะลา เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้สัญจรและประชาชนในเขตเมือง จึงขอให้เร่งรัดการดำเนินโครงการ นอกจากนี้ เส้นทางดังกล่าวยังสามารถเชื่อมโยงเส้นทางจังหวัดยะลาและนราธิวาสได้อีกด้วย ทั้งนี้ ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ก่อสร้างแล้ว รายละเอียดแบบแปลนพร้อม อยู่ในแผนกรมทางหลวงปีงบประมาณ พ.ศ.2564-2566 หากปรับแผนสามารถดำเนินการได้ทันที

นอกจากนั้น ยังมีโครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินเส้นทางเชื่อมยะลา-เบตง-สนามบินเบตง อำเภอเบตงเป็นเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยกลางปี พ.ศ.2563 สนามบินเบตง จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ คาดว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเที่ยวในพื้นที่ จำนวน 1 ล้านคนต่อปี และมีรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 4 พันล้านบาทต่อปี จึงขอให้เร่งรัดการขยายเส้นทางสาย 410 (ยะลา-เบตง) เป็น 4 ช่องจราจรเพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเมืองยะลา และจังหวัดชายแดนใต้ จึงขอให้เร่งรัดการดำเนินโครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมยะลา-เบตง-สนามบินเบตง ตามที่แขวงการทางยะลาเสนอ

ส่วนการขยายเส้นทางเดินรถไฟขบวนทักษิณารัถย์ เชื่อมต่อเส้นทางสถานีชุมทางหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก เนื่องจากขบวนรถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์ ขบวนที่ 31 เดินรถระหว่างสถานีกรุงเทพ ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ ให้บริการไป-กลับ วันละ 1 เที่ยว เป็นขบวนรถนอนปรับอากาศรุ่นใหม่ทั้งขบวน จึงมีความสะดวกสบายในการเดินทาง แต่รถไฟขบวนดังกล่าวกำหนดปลายทางและต้นทางไว้ที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ มิได้เชื่อมต่อลงไปถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ชายแดนประชาชนส่วนใหญ่นิยมใช้รถไฟในการเดินทางประกอบกับจังหวัดยะลา ปัตตานี ไม่มีสนามบิน ทำให้มีตัวเลือกพาหนะในการเดินทางไม่มากนัก ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีรถไฟเดินทางไป-กลับ กรุงเทพฯ เชื่อมต่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 8 ขบวนต่อวัน (เที่ยงล่อง 4 ขบวน) แต่ขบวนรถไฟดังกล่าวไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล และมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องเดินทางไปใช้บริการรถไฟที่สถานีชุมทางหาดใหญ่

ดังนั้น การขยายเส้นทางการเดินรถไฟขบวนดังกล่าว จึงเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่ และเนื่องด้วยการเดินทางด้วยรถไฟเป็นการเดินทางที่มีความปลอดภัยสูง จึงนับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเข้ามาท่องเที่ยวในสามจังหวัดภาคใต้ชายแดน เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย จึงขอให้ขยายเส้นทางเดินรถไฟขบวนทักษิณาเชื่อมต่อเส้นทางสถานีชุมทางหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก รวมทั้งโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ จากสถานีสุไหงโก-ลก ถึงสถานีปัตตานี (โคกโพธิ์) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของเมืองที่อยู่บนทางรถไฟ ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ที่ปัจจุบันนิยมเดินทางด้วยรถไฟมากขึ้น ส่งเสริมการขนถ่ายสินค้าทางราง เพื่อเชื่อมระบบเศรษฐกิจ คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นิยมไปทำงานในร้านอาหาร (ต้มยำกุ้ง) ในประเทศมาเลเซียเป็นจำนวนมาก การมีรถไฟทางคู่จะช่วยให้อำนวยความสะดวกในการเดินทางและสร้างความรู้สึกความเป็นคนไทยมากขึ้น

สำหรับทางด้านการค้า การลงทุน ส่งเสริมการค้าการลงทุน การเข้าถึงโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการนอกพื้นที่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบเป็นความเสี่ยงของธนาคาร รวมทั้งธนาคารพาณิชย์มีนโยบายไม่อนุมัติ หรือชะลอ หรือระมัดระวัง ในการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเก่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้รับการอนุมัติวงเงินเพิ่ม และสถาบันการเงิน ไม่ได้นำวงเงินสินเชื่อ ที่ได้รับการอนุมัติเข้ารับสิทธิตามโครงการฯ ผู้ประกอบการมักได้รับสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยปกติ หรือดอกเบี้ยพิเศษ แต่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1.5 ต่อปี จึงขอให้สถาบันการเงินภายใต้การกำกับของรัฐซึ่งมีภารกิจในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล โดยมิได้คำนึงถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียว

เหมือนธนาคารพาณิชย์เป็นหน่วยอนุมัติสินเชื่อ ปรับลดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำหนดพันธกิจเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยไม่คำนึงถึงเหตุการณ์ความไม่สงบว่าเป็นความเสี่ยงของธนาคาร จัดตั้งหน่วยอนุมัติสินเชื่อขึ้นในพื้นที่หรือให้สาขาสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ เพราะสามารถเข้าถึงหลักประกันและกิจการ รวมถึงข้อมูลของผู้ประกอบการ ไม่ใช่เพียงการส่งเอกสารไปพิจารณาที่ส่วนกลางภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันทั่วประเทศ อนุมัติวงเงินเพิ่มให้กับผู้ประกอบการรายเก่ากรณีมีคุณสมบัติที่จะขอเพิ่มวงเงินได้ อนุมัติวงเงินให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อส่งเสริมการลงทุนใหม่ในพื้นที่และการมีงานทำ รวมทั้งขยายระยะเวลาโครงการจากเดิมจะสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ออกไปอีก 5 ปี คือ สิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อจูงใจผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจต่อไป และเกิดการลงทุนใหม่ขึ้นในพื้นที่

 

ข้อมูลข่าวและที่มา : รุ่งสุรีย์ กิตติกุลสวัสดิ์/วสันต์พรรษ จำเริญนุสิต/สทท.ยะลา