มูลนิธิชุมชนสงขลา ร่วมทีมวิจัยมทร.สงขลา ตั้งวงคุย! ปั้น “ฉื่อฉางสตรีทฟู้ด” ปลุกเอกลักษณ์ “วัดฉื่อฉาง” สร้างตัวตนหาดใหญ่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

เช้าวันที่ 19 ม.ค. 62 ณ วัดฉื่อฉาง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มูลนิธิชุมชนสงขลา ร่วมกับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยราชมงคลศรีวิชัย สงขลา นำโดยดร.พัชรินทร์ บุญนุ่น, ดร.จเร สุวรรณชาต และ Mr. Christain Birkholz กระบวนกรชาวเยอรมัน เข้าพบนมัสการท่านพระอาจารย์เย็นเฮา เจ้าอาวาสวัดฉื่อฉาง เพื่อเยี่ยมชมและรับทราบเรื่องราวของวัดภายใต้สถาปัตยกรรมที่สวยงาม พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิด และแนวทางในการพัฒนาถนนเส้นหน้าวัดฉื่อฉางให้กลายเป็นแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวที่สำคัญอีกหนึ่งเส้นทาง ภายใต้ชื่อ “ฉื่อฉางสตรีทฟู้ด”

ก่อนที่จะเข้าพบท่านเจ้าอาวาสทางคณะได้นำ Mr. Christain Birkholz เพื่อชมพื้นที่บริเวณทั่ววัด บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของวัด ชมความสวยงามของกระเบื้องเซรามิคเผาที่นำมาสร้างวัด ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่ใช้กระเบื้องเซรามิคเผาโดยผ่านฝีมือของคนทำขึ้นมาทีละแผ่น

นายชัยวุฒิ บุญวิวัฒนาการ รองประธานกรรมการมูลนิธิชุมชนสงขลา กล่าวว่า “วัดฉื่อฉางแห่งนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมทางจิตใจของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในหาดใหญ่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนมีความแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน เวลาผู้คนมีความทุกข์ร้อน เดือดเนื้อร้อนใจ หรือต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ตนปรารถนาก็จะมากราบองค์พระประธานในวัดและขอพรท่าน ก็จะประสบความสำเร็จดังที่ตนปรารถนา นอกจากนี้ ในทุก ๆ เดือน ชาวบ้านจะมาร่วมกันสวดมนต์ที่วัดแห่งนี้อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนจึงมีความกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกันเสมอมา”

ด้าน ดร.พัชรินทร์ บุญนุ่น หัวหน้าโครงการวิจัย และอาจารย์สาขาวิชาการบัญชี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาลัยรัตภูมิ​  เผยว่า “ขณะนี้ตนกำลังทำการศึกษาเรื่อง “ฉื่อฉางสตรีทฟู้ด” ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูล การประชาสัมพันธ์ และการสร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่และร้านค้า โดยตอนนี้ได้มีร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วม จำนวน 10 ร้าน ทั้งนี้ ร้านค้าในพื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้เช่าพื้นที่เท่านั้น คิดเป็น 90% และอีก 10% เป็นเจ้าของพื้นที่ จึงทำให้การบริหารจัดการพื้นที่เพื่อทำเป็นสตรีทฟู้ดจึงค่อนข้างยาก เพราะจะต้องสร้างความเข้าใจกับเจ้าของพื้นที่โดยตรง ซึ่งคาดหวังว่าจะให้ถนนเส้นดังกล่าว กลายเป็น “จุดเช็คอิน” แห่งใหม่กลางเมืองหาดใหญ่ เป็นแหล่งรวมของอาหารที่นักท่องเที่ยวเมื่อมาเที่ยวหาดใหญ่แล้วจะต้องแวะมาเดินชม ชิม แชะ กับถนนสายนี้ พร้อมเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ร้านค้าในพื้นที่ และเป็นอีกหนึ่งพลังที่จะช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจของหาดใหญ่ให้ดีขึ้นมาอีกครั้ง”

ขณะที่ Mr. Christain Birkholz กล่าวเสริมว่า “จากที่ได้มาร่วมเยี่ยมชมเมืองเก่าสงขลา และวัดฉื่อฉางที่หาดใหญ่แห่งนี้ ได้เห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรม รู้สึกได้เลยว่าวัดแห่งนี้เปี่ยมพลัง น่าสนใจ ได้รับรู้เรื่องราวของพุทธศาสนาผ่าน “หมื่นรูปภาพ หมื่นเรื่องราว” และการที่จะทำให้วัดฉื่อฉางเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญของหาดใหญ่ พร้อมทั้งจะประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติได้ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ ปัญหาที่พบเห็นจนชินตา ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะที่หาดใหญ่เพียงเท่านั้น แต่รวมไปถึงระดับประเทศด้วย และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไขได้(No Return) มี 2 อย่างด้วยกันคือ  “การจราจร” และ “ขยะ” อันเกิดจากการขาดจิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมของคนในชุมชน

“การจัดเส้นทางหน้าวัดฉื่อฉางให้กลายเป็น “สตรีทฟู้ด” นั้น อาจจะเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ เช่น การทดลองกำหนดเวลาเปิด/ปิดถนนเส้นดังกล่าว อาจจะเริ่มจากช่วงเย็นจนถึงช่วงดึก อาทิตย์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง เพื่อดูผลตอบรับว่าเป็นอย่างไรบ้าง อีกทั้ง การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเริ่มจากการกำหนดกติกาและสร้างค่านิยมใหม่ มองคนที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมคือฮีโร่ ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่อง “การจราจร” ได้ ซึ่งประเทศเยอรมนีเองก็ใช้จนสำเร็จมาแล้ว”

“ส่วนปัญหาเรื่องของ “ขยะ” นั้น สิ่งสำคัญคือ ควรมีการบริหารจัดการที่ดี ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับเด็ก ๆ ในโรงเรียน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาเหล่านั้นตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนและโตขึ้นมาเป็นประชากรที่ดีของชุมชน สังคม นอกจากนี้ การสร้างตัวอย่างที่ดี(Role Model) ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้เช่นเดียวกัน สุดท้าย…การที่เราจะทำให้สิ่งที่เรากำลังตั้งวงสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนี้ให้ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ “Speaking less, Acting more” หรือ “หยุดพูดแล้วลงมือทำ” เพื่อมาดูผลตอบรับว่าเป็นอย่างไร น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราควรจะทำ”

ดร.จเร สุวรรณชาต ที่ปรึกษาโครงการวิจัย มองว่า “ปัญหาหลักของบุคลากรในองค์กรต่าง ๆ ประเทศไทย นั่นก็คือ “การบังคับใช้กฏหมาย” และ “ภาระงานหลักที่มากเกินความจำเป็น” เช่น การเอกสาร งานประเมิน และอื่น ๆ จนทำให้เบียดบังเวลาการทำงานในส่วนที่จะช่วยสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้”

นอกจากนี้ นายชาคริต โภชะเรือง กรรมการผู้จัดการมูลนิธิชุมชนสงขลา กล่าวเสริมว่า “ตนเองมองว่า “ชุมชน” มีแต่เพียงชื่อเท่านั้น หากในชุมชนเหล่านั้นขาดกิจกรรมพื้นฐานเพื่อสร้างความเป็นชุมชนขึ้น ชุมชนนั้น ๆ ก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ กอปรกับผลประโยชน์ที่มีไม่ตรงกัน จนทำให้บางครั้งทำให้ไม่สามารถทำงานร่วมกันไม่ได้ การพัฒนาจึงไม่เกิดขึ้นในชุมชนที่ขาดการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็งนั่นเอง”

ดังนั้น การที่หาดใหญ่จะสามารถพลิกฟื้นกลับมาเป็นหัวเมืองหลักที่สำคัญของภาคใต้ในแถบนี้ได้อีกครั้งนั้น การมีส่วนร่วมและการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะนำพาหาดใหญ่ให้เกิดการพัฒนาขึ้นมาได้ เช่นเดียวกันกับ “ฉื่อฉางสตรีทฟู้ด” ถนนที่รวมคุณค่า เอกลักษณ์ ความสวยงาม และความร่วมมือกันของคนหาดใหญ่ จนอาจจะกลายเป็นถนนที่เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญและเป็นที่รู้จกของนักท่องเที่ยวทั่วโลกก็เป็นได้ในอนาคต เพียงแต่เรา “เริ่มลงมือทำ” เท่านั้น

ภัทระ ทองศิริ เขียน/ถ่ายภาพ/เรียบเรียง