เกษตรเขต 5 แจ้งเตือนเกษตรกรดูแลรักษาสวนผลไม้ในช่วงหน้าแล้ง

กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ให้ข้อมูลว่าใน
ปี 2563 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะฝนแล้งเร็วและยาวนานจนถึงเดือนมิถุนายน และมีแนวโน้มว่าในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ในหลายพื้นที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติระเหยเร็วขึ้นด้วย ถึงแม้ในส่วนของภาคใต้ยังไม่มีจังหวัดใดประกาศภัยแล้งและสถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ขอแจ้งเตือนให้เกษตรกรควรเตรียมความพร้อมในการดูแลรักษาสวนผลไม้ในช่วงหน้าแล้ง เพราะหากน้ำไม่พอเพียงสำหรับการเจริญเติบโต และการพัฒนาการของไม้ผล จะทำให้เกิดอาการใบเหลือง ผลหลุดร่วง หรือผลมีขนาดเล็กรูปร่างบิดเบี้ยว และหากขาดน้ำอย่างรุนแรงอาจทำให้ต้นไม้ยืนต้นตายได้


นายสุพิท จิตรภักดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตไม้ผลเขตร้อนที่สำคัญ มีเนื้อที่ปลูกทั้งสิ้น 1,002,587 ไร่ แยกเป็น ทุเรียน 503,513 ไร่ มังคุด 239,982 ไร่ เงาะ 84,176 ไร่ และลองกอง 174,916 ไร่ มีเนื้อที่ให้ผล 869,276 ไร่ ปี 2562 มีผลผลิตรวมทั้งสิ้น 800,598 ตัน สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ไม่ต่ำกว่า สามหมื่นสี่พันล้านบาท จึงขอเน้นย้ำเกษตรกรดูแลรักษาสวนผลไม้ในช่วงหน้าแล้งดังนี้

1.เตรียมเก็บน้ำสำรอง หากมีบ่อพักน้ำควรปรับปรุงให้สามารถเก็บน้ำได้ และสูบน้ำสำรองไว้เสมอ
2.กรณีต้นไม้เล็ก ควรใช้วัสดุช่วยพลางแสงเพื่อลดอุณหภูมิและการคายน้ำ
3.ให้น้ำครั้งละน้อย ๆ แต่ให้บ่อยขึ้น และเลือกใช้วิธการที่ประหยัดน้ำและต้นไม้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เช่น ระบบน้ำหยด หรือหัวเหวี่ยงขนาดเล็ก หรือปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการให้น้ำเป็นเวลากลางคืนลดการสูญเสียน้ำ
4.กรณีมีวัชพืชในแปลงปลูกจำนวนมาก ควรใช้วิธีการตัดแทนการไถพรวน เพราะนอกจากส่งผลกระทบต่อรากพืชแล้ว ยังส่งผลให้เกิดการสูญเสียความชื้นในดินด้วย
5.ใช้วัสดุคลุมโคนเพื่อรักษาความชื้น โดยใช้เศษซากพืชคลุมให้ทั่วรัศมีทรงพุ่ม เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดินและลดอัตราการระเหยของน้ำรวมทั้งเศษซากพืชยังสามารถย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้ด้วย
6. กรณีที่ไม้ผลอยู่ในระหว่างการติดผล หากขาดน้ำรุนแรงต้องตัดแต่งผลทิ้งเพื่อรักษาต้นไว้