10 ภาพยนตร์สั้นฝีมือเยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในโครงการ โครงการ “Deep South Young Filmmaker”เยาวชนสร้างหนัง หนังสร้างคน ฯ

 

 

นางสาวพิมพกา โตวิระ ผู้กำกับภาพยนตร์ กับผู้จัดโครงการ “Deep South Young Filmmaker” (เยาวชนสร้างหนัง หนังสร้างคน) กล่าวว่า เราเคยมีโอกาสได้ลงมาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบใหม่ๆ เมื่อปี 2547 และเคยได้มีโอกาสถ่ายหนังเรื่องมหาสมุทรและสุสาน ที่ใช้เวลาถ่ายทำประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว รวมถึงการลงมาทำเวิร์คช็อปให้กับเด็กๆในพื้นที่ปัตตานีด้วย

 

จากการลงพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง เราจึงรู้สึกว่า พื้นที่มีความน่าสนใจ ทั้ง ‘สตอรีเทลลิ่ง’ ที่เป็นเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมของที่นี้ รวมถึงเกี่ยวกับบรรยากาศ และภาพต่างๆที่เรามองเห็น ในเวลาทำหนัง ซึ่งเรามีความรู้สึกอยากถ่ายทอดออกมา

 

โครงการ “Deep South Young Filmmaker” เยาวชนสร้างหนัง หนังสร้างคนฯ เกิดขึ้นได้ เพราะเราได้รับความร่วมมือจากคนในพื้นที่ ทำให้เป็นโครงการที่น่าสนใจ เราไปขอทุนกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ทำให้เราสามารถทำโปรเจ็คตรงนี้ได้ ซึ่งโปรเจ็คค่อนข้างละเอียด เพราะเราต้องเวิร์คช็อปภาพยนตร์ในโครงการอื่นๆ

 

โดยเริ่มต้นทำงานกับคนในพื้นที่ เราลงมาสำรวจว่า อะไรคือ สิ่งที่เขาอยากเล่า เราทำงานด้วยกัน พร้อมพี่เลี้ยง เข้ามาร่วมทำงาน และเปิดรับสมัครเด็ก เยาวชน เข้ามาเสนอเรื่องที่เขาอยากเล่า เราไม่ได้กำหนดธีม แต่เราอยากให้เขาเล่าในสิ่งที่เขาอยากเล่า หลังจากนั้นเราคัดเลือกเด็กที่เข้ามาซึ่งพัฒนาตั้งแต่บท และพี่เลี้ยง จนกระทั่งเวิร์คช็อปภาพยนตร์ ขั้นตอนผลิตภาพยนตร์ การตัดต่อ เราพยายามทำให้กระบวนการทำหนัง ดูเหมือนง่าย แต่ก็มีขั้นตอน ทำให้เด็กเข้าใจได้ว่า สิ่งนี้จะช่วยเปิดโลกทัศน์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหนังในระดับหนึ่ง

“เรานำหนังที่เด็กๆทำ เข้ามาฉายในโรงหนัง เพื่อให้เขาได้เห็นว่า หนังที่เขาทำสามารถเอามาฉายในโรงภาพยนตร์ได้ มันมีพื้นที่สำหรับเขาอยู่ เขาต้องทำให้ดีที่สุด ต้องผลักดันตัวเองให้มากขึ้น สำคัญที่สุดสิ่งที่เขามีอยู่ในพื้นที่คือ สิ่งที่เขาควรจะเล่า ไม่ต้องไปหาจากพื้นที่อื่น มองสิ่งที่อยู่ในพื้นที่ตัวเอง และเล่าออกมา ”

 

นางสาวพิมพกา กล่าวและว่า เราได้รับความร่วมมือจากคนหลายๆส่วน เราอยากให้หนังที่ทำออกมา สามารถฉายในโรงภาพยนตร์ได้ ไม่งั้นเด็กจะมองว่า ทำหนังสำหรับออนไลน์อย่างเดียว สุดท้ายไม่สามารถฉายในโรงหนังได้ เราจะทำหน้าที่ช่วยดูงาน ให้คุณภาพออกมาให้ดีที่สุด เท่าที่เราจะทำได้ เราอยากให้น้องๆที่เรียนด้านภาพยนตร์ได้มองเห็นว่า เขามีโอกาส มีพื้นที่ที่หลากหลายขึ้น เขาสามารถไปได้ไกลกว่านี้ ถ้าเขาพยายามมากขึ้น เขาสามารถเอางานไปเผยแพร่ข้างนอกได้

“โครงการหนังทั้ง 10 เรื่องนี้ สามารถนำไปเผยแพร่ที่อื่นต่อได้ ทั้งในประเทศ และเราสามารถผลักดันให้ไปฉายในต่างประเทศได้ เราอยากให้เยาวชนรู้สึกว่า เขามีของดีอยู่แล้ว เขาแค่ต้องพยายามที่จะทำวิธีมันให้ออกมาดี สิ่งนั้นทำให้เขามองเห็น เขาสามารถพัฒนา และเกิดความรู้สึกภูมิใจ”

 

นางสาวพิมพกา กล่าวอีกว่า เด็ก เยาวชน ที่สมัครเข้ามา ทั้งหมด 27 ทีม เราให้สมัครเป็นทีม ทีมละ 5 คน คัดจนเหลือ 10 ทีม ซึ่งกระบวนการทำงานทำได้แค่ 10 ทีม และเลือกจากโครงเรื่อง ทีมหนึ่งมี 5 คน เข้าร่วมทั้งหมด 50 คน และพี่เลี้ยง 10 คน รวมทั้งหมด 60 คน นอกเหนือจากนั้นเป็นวิทยากรที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ทำงานด้านภาพยนตร์ จากที่กรุงเทพฯมา และมีคนทำงานด้านโฟสต์โปรดักชั่น และมีคนอื่นๆที่เป็นผู้สนับสนุน การช่วยเหลือเรื่องต่างๆในพื้นที่ จริงๆเป็นการทำงานในพื้นที่ด้วย

 

โดยเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเยาวชนจากที่อื่นนั้น ไม่ได้มีความแตกต่างเพียงแต่เหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้เยาวชนที่นี้มีความฝัน มีความคิด มีความต้องการที่จะเล่าถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมา และภาพยนตร์เป็นสิ่งที่คนอยากทำ เป็นสื่อที่มีอิทธิผลต่อคนค่อนข้างสูง เราดูหนังเราสามารถที่จะร้องไห้ หัวเราะได้ มันเป็นอะไรที่ทุกคนคิดได้ เขาแค่อาจต้องผลักดันตัวเองออกมาให้มากขึ้นกว่านี้ เพราะเขามีศักยภาพที่อยากจะเล่า มีเรื่องราวมากมาย

 

“ ที่นี้เป็นส่วนผสมที่สามารถเป็นวัตถุดิบในการทำหนังได้ เพียงแต่ เราจะเล่ายังไงให้ทำออกมา แล้วเขารู้สึกได้พัฒนาตัวเอง พวกเขามีศักยภาพ ซึ่งไม่มีอะไรที่พวกเขาทำไม่ได้” นางสาวพิมพกา กล่าว

นายราชิต ระเด่นอาหมัด ประธานกลุ่ม Melayu Living กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนกลุ่ม Melayu Living ที่เป็นพี่เลี้ยงหนังในโปรเจ็คเรื่องนี้ โดยคอนเซ็ปงานมีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะมีการเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดพล็อตหนังได้อิสระ ซึ่งทางผู้จัดจะช่วยซัพพอร์ตกระบวนการคิด และเทคนิคต่างๆ

 

“ด้วยเนื้องานของหนังที่ออกมามีความหลากหลาย ทำให้เรารู้สึกว่า หนังมีความน่าสนใจมากกว่าเดิม แทนที่จะพูดแต่เรื่องความรุนแรงเพียงอย่างเดียว พล็อตหนังในโครงการนี้ก็จะเป็นเรื่องที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป”

 

นายราชิต กล่าวต่อว่า จากการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ทำให้เราได้เห็นไอเดียที่น่าสนใจจากเยาวชนที่เข้าร่วม ซึ่งเชื่อว่า หลังจบโครงการนี้ กระบวนการคิดต่างๆของเด็ก เยาวชน ที่เข้าร่วมจะช่วยให้เขาสามารถสร้างสรรค์งานดีๆต่อไป

 

“โครงการนี้พิเศษตรงที่เปิดโอกาสเด็ก เยาวชนได้คิดอิสระ ไม่ได้กำหนดกรอบว่า เขาจะต้องคิดเรื่องอะไร ทุกอย่างอิสระหมด” นายราชิต กล่าว

 

นายซอฟฟาน ซีนา นักศึกษาปี 5 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่น่าสนใจที่ให้โอกาสเด็กสามจังหวัด ได้มีโอกาสแสดงความสามารถ

 

“เรามีเรื่องที่อยากเล่า จึงได้ลองสมัคร เพื่อเข้าร่วมในโครงการนี้”

กล่าวและว่า ในฐานะเป็นคนปัตตานี รู้สึกภูมิใจเหมือนเราได้ทำอะไรเพื่อบ้านเกิด รวมถึงหนังเป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกเป็นสากล ผมเชื่อว่า คนที่ไม่ชอบดูหนัง แต่ถ้าเรานำเสนอหนังอะไร เกี่ยวกับสามจังหวัด ถึงจะเป็นคนที่ไม่ชอบดูหนัง แต่เมื่อเป็นเรื่องสามจังหวัดคนอาจสนใจ

 

นายโซเฟียน อาแว สาขานวัตกรรมกรรมการออกแบบสื่อและการผลิตสื่อ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า ผมรู้สึกดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำมานาน โครงการไม่มีกฎเกณฑ์ แล้วแต่เราอยากทำเรื่องอะไร โดยทีมผม เราทำหนังเรื่องดนตรี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมอยากทำมานาน ซึ่งทำให้เราได้ปล่อยของ

 

“ผมอยากขอบคุณโอกาสที่ให้เราได้มีพื้นที่ปล่อยของ เป็นโครงการที่ดีมาก เด็กสามจังหวัดทุกคนมีความรู้ มีความสามารถเยอะมาก แต่เราขาดแค่โอกาส ซึ่งโครงการ…ให้โอกาสคนมีของ ได้มีพื้นที่มาปล่อยของ”

 

 

นายธัญภาค ระถะการ กล่าวว่า หนึ่งในเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้เราได้มีโอกาสของพื้นที่ในการแสดงออก และมีพื้นที่ของโอกาสที่ได้ทำตามความฝัน

 

โดยโครงการนี้ เขาจริงจังทุกขั้นตอนของการทำหนัง ซึ่งเขานำบุคคลระดับประเทศในวงการทำหนัง เช่น คนยอมสีระดับประเทศ ผู้กำกับที่เป็นไอดอล และตนแม้จะเรียนจบในสาขาด้านนี้ แต่กระบวนการขั้นตอนเหล่านี้ในมหาวิทยาลัยในสามจังหวัดไม่ได้มีสอนขั้นตอนเหล่านี้ ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้ขั้นตอนการทำหนัง และสามารถจะนำไปทำหนังได้

 

ทั้งนี้การเข้าร่วมโครงการ ทำให้ผมมีโอกาสได้ทำหนังเรื่อง เรียนรู้เพื่อรักเธอ ( Learning with you) เรื่องราวของเด็กชาวประมงที่ไม่เก่งภาษาไทยได้เจอกับเด็กไทยพุทธคนหนึ่งที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่มีอาชีพเป็นครู ซึ่งสองคนนี้ได้เรียนพิเศษด้วยกัน และเด็กชาวประมงตกหลุมรัก เป็นความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่ เป็นรักต่างศาสนิก

 

“ปกติเราไม่มีโอกาสได้ทำหนังมากนัก แต่โครงการนี้ ทำให้เราได้ทำอะไรหลายอย่าง ซึ่งเขาจริงจังกับเรามาก และให้โอกาสเข้าฉายในโรงหนังด้วย” นายธัญภาค กล่าว