9 ธันวาคม 2562 เป็นวันที่ 197 ในการถึงแก่อสัญกรรมของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ 2 แผ่นดิน และเป็นวันแรก หลังจากพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส (8 ธันวาคม 2562)

จากหนังสือ “รัฐบุรุษชื่อเปรม” โดยมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ตอนที่ 1 “ราชการลับ” ระบุไว้ว่า ยาเสพติดนับเป็นภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง เฮโรอีน ผงขาวบริสุทธิ์ 100% ของโลกมีแหล่งผลิตอันอุดมสมบูรณ์ที่หนึ่งของโลก ที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำเหนือสุดของประเทศไทยนี่เอง

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายทหารที่เกลียดยาเสพติดอย่างเข้ากระดูกดำ เพราะเล็งเห็นว่าเป็นมหันตภัยอย่างยิ่งต่อเยาวชนและสังคมโลก

พลเอก เปรมฯ ได้บัญชาการอย่างลับที่สุด ในการจัดตั้งกองกำลังทำลายยาเสพติดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

และเป็นเรื่องลับที่สุด ลับแม้กระทั่งบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติในสภาก็มิอาจหยั่งรู้ได้

พลเอก อรพันธ์ วัฒนวิบูลย์ ได้เปิดเผยความหลังว่า “การทำงานด้านยาเสพติดโดยเฉพาะชายแดนพม่า ไม่ได้ทำโดยหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ทำโดยคณะกรรมการที่ พลเอก เปรมฯ ได้แต่งตั้งขึ้นเพื่อขจัดปัญหาเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ เพราะปัญหาเรื่องยาเสพติดในช่วงที่ท่าน พลเอก เปรมฯ เข้ามารับหน้าที่ คือ ในช่วงก่อนปี ๒๕๒๔ จะได้รับการตำหนิติเตียนจากนานาชาติว่า

ประเทศไทยไม่ได้เอาจริงเอาจัง ประเทศไทยปล่อยปละละเลย ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทั้งหลายทำงานกันไปแบบเนิบๆ หรือบางคำกล่าวหาก็พูดในลักษณะว่า ลวงโลก เล่นละครหรือเปล่า มันออกมาทางสื่อมวลชนบ้าง พูดกันว่า เอ๊ะ รัฐบาลไทยเล่นกับขุนส่าหรือเปล่า

เพราะว่าตอนนั้นขุนส่ามาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่บ้านหินแตก (ปัจจุบันบ้านเทอดไทย) มีกองกำลัง มีอะไรต่างๆ เข้ามาอยู่และก็ลึกเข้ามาในเขตแดนไทยตั้ง ๑๐ กว่ากิโลเมตร จากตัวบ้านหินแตกนะครับ จากเส้นเขตแดนด้านอำเภอแม่สายและรัฐฉาน ตรงนั้นจะเป็นเวิ้งเข้ามา ตัวบ้านหินแตกไม่ได้ติดเขตชายแดน แต่อยู่ลึกเข้ามาต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยเกือบชั่วโมง

คำกล่าวหาเช่นนี้ค่อนข้างหนาหูมาก ผมได้ทราบจากทางผู้ใหญ่ โดยเฉพาะท่าน พลเอก ชวลิตฯ ว่า พลเอก เปรมฯ ท่านเป็นห่วงเรื่องนี้

“ท่านแคร์ต่อความรู้สึก ต่อเกียรติภูมิของประเทศอย่างมาก อย่างต่างประเทศเขาจับยาเสพติดก็มักมาจากเมืองไทย ตอนนั้นสหรัฐก็เข้ามาขอความร่วมมือกับเรา ทางฝ่ายตำรวจตระเวณชายแดน (ตชด.) ก็ได้รับเงินมาพัฒนา อะไรต่างๆ มาเสริมเรื่องอาวุธ เครื่องมือสื่อสาร เรื่องอะไรทั้งหลาย เพื่อปราบปรามยาเสพติด แต่มันก็ไม่เกิดผลเท่าที่ควร”

ปัญหาของยาเสพติดในช่วง ๒๕๒๓ – ๒๕๒๔ ค่อนข้างจะแรง มีคำตำหนิติเตียนทั้งหลายผ่านทางทูตประเทศต่างๆ รายใหญ่ๆ คือ สหรัฐ รองลงมาก็เป็นชาติในยุโรป ที่ลูกหลานเขากลายเป็นขี้ยาไปหมด

ทุกคนก็โทษว่ามาจากประเทศไทย ที่เป็นข่าวครึกโครมก็คือผ่านดอนเมืองกันเลย แล้วไปถูกจับที่ฮ่องกง หรือที่ต่างๆ เราก็ทราบกันดี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตจริงๆ ในประเทศไทยเราอาจมีบ้างตามรอยตะเข็บชายแดน แต่ก็มีน้อย เขาผลิตในดินแดนพม่า แต่เราถือเป็นรอยตะเข็บชายแดน มีการผลิตมาก มีโรงงานในการผลิตซึ่งกำลังของเราก็เคยเข้าปราบปรามในเขตเรา แต่เราไม่สามารถจะปราบปรามในรอยตะเข็บ เพราะมันคาบลูกคาบดอก มันหมิ่นเหม่กับกฏหมายระหว่างประเทศ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

พลเอก เปรมฯ ได้หารือกับกองทัพบก ส่ากองทัพบกรับทำเรื่องนี้ได้ไหม กองทัพบกก็ตอบรับ เรื่องไม่ได้พูดกันกว้างขวางชนิดว่ามีหนังสือโต้ตอบอะไรกัน เป็นการพูดเฉพาะตัว เพราะเป็นเรื่องที่รั่วไหลไม่ได้ ข่าวเรื่องนี้มันไวมาก

พลเอก ชวลิตฯ ท่านรับเรื่องมาแล้ว ผมจำได้ว่าเป็นปลายเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๔ ท่านเรียกผมไปพบ ตอนนั้นผมมียศเป็น พันเอก มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ ๒ ท่านบอกว่ามีงานที่สำคัญชิ้นหนึ่ง เป็นงานในระดับรัฐบาลมอบหมายมาให้กองทัพบก คือ พลเอก เปรมฯ ได้มอบหมายผ่านกองทัพบก ผ่านผู้บัญชาการทหารบก จนถึงตัวท่านว่า จะใช้กำลังต่อกลุ่มบุคคลหรือกองกำลังกลุ่มหนึ่ง แต่ตอนนั้นท่านยังไม่ได้พูดว่าเป็นปัญหายาเสพคิด ท่านบอกว่าบริเวณตะเข็บชายแดน

ในการเดินทางเข้าไปนั้นไม่ได้พุ่งหน่วยพรวดพราดไปตรงๆถึงที่หมายเลย มันต้องลัดเลาะไปตามภูมิประเทศเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน ท่านบอกว่า อยากได้กำลังที่เข้มแข็ง กล้าหาญ เอาจริงเอาจัง และกล้าตาย เราไม่สามารถใช้คนมากเพราะเป็นการทำงานที่ล่อแหลมมาก ไม่สามารถจะให้คนรู้มาก รู้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ผมรู้เป็นคนแรกในตอนนั้น แต่ท่านก็ยังไม่ได้บอกนะครับว่าจะไปทำลายโรงงานยาเสพติด นี่เป็นเหตุการณ์ที่ท่านเรียกผมไปหารือเบื้องต้น

ตอนนั้นกำลังในหน่วยรบพิเศษของ ผมมีงานล้นมือ เรามีภารกิจปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) และยังมีภารกิจอื่น ๆ ตามแผนป้องกันประเทศอยู่ด้วย ท่านให้ผมพิจารณาว่าจะเอาคนในหน่วยบางส่วนก็ได้ ที่เหลือท่านก็ให้อำนาจเต็ม ที่จะไปคัดเลือกคนได้ทั่วกองทัพบก ตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมผมเริ่มเตรียมการ ใช้รูปการจัดหน่วยให้เป็นหน่วยจู่โจมเฉพาะกิจ เราเรียกกันเป็นรหัสของหน่วยว่า “หน่วยเฉพาะกิจเสือดำ”

เรามีนายทหารประมาณ ๘ นาย นายสิบประมาณ ๑๒ – ๑๔ คน ส่วนลูกแถวนั้น เราไม่สามารถเอาพล ทหารกองประจำการไปใช้เพราะว่า ถ้าเกิดปัญหาสูญเสียขึ้นมาเรื่องจะบานปลายไปมาก ในที่สุดตัดสินใจหารือกับทางค่ายปักธงชัยว่าผมต้องการลูกแถว ผมก็คัดเอามาได้สองร้อยคน แล้วเอามาทดสอบสภาพร่างกาย ทดสอบอะไรต่างๆ ในที่สุดผมก็คัดเอาได้ทั้งหมด ๔๖ คน จากจำนวนเป็นร้อย แล้วเขาโอนมอบการบังคับบัญชามาให้ ผมรับตัวมาเลย สรุปแล้วหน่วยของผมเป็นหน่วยเล็กๆ มีกำลังเพียง ๖๒ คน

ผมแบ่งงานออกเป็นหลายส่วน ทำแผนปฏิบัติการสำรวจพื้นที่ ซักซ้อม เตรียมการอย่างดีมาก

ใช้เวลาเตรียมการประมาณเดือนครึ่ง เรานำกำลังเข้าป่าเลย อยู่ในป่ากันทั้งหมด ผมจำได้ว่าเป็นป่าบริเวณอำเภอปักธงชัย เป็นป่าที่ลำพระเพลิง โคราช เราอยู่กันในป่า จนกระทั่งสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนก็ออกมาเตรียมการขั้นสุดท้าย โดยมีการซักซ้อมที่หน่วย ออกมาอาศัยที่ค่ายปักธงชัย เรารักษาความลับอย่างเคร่งครัดเพราะไม่อยากให้ใครรู้ ผมจำได้ว่าเราจะต้องเข้าปฏิบัติการวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๒๔