ย้อนรอย 9 ปี มหาวิปโยคน้ำท่วมหาดใหญ่!!!

ตกหนักและยาวนาน…สาเหตุวิปโยคน้ำท่วมใหญ่?

เดือนนี้เมื่อ 9 ปีที่แล้ว (เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553) หลายคนคงทราบและจดจำภาพแห่งความวิปโยคจากภัยธรรมชาติที่เล่นงานหลายจังหวัดในประเทศไทยจนเละเทะไม่มีชิ้นดี ภาพของผู้คนที่ขนของหนี “น้ำท่วม” เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติไม่ให้จมไปกับน้ำ ภาพของการใช้ชีวิตท่ามกลางวิกฤติครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี ภาพของความลำบากที่ต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อปะทังความหิวโหยและรอการช่วยเหลือ ภาพของน้ำที่ท่วมสูงกว่า 3 เมตร เกือบตึก 3 ชั้น (ไม่ต้องพูดถึงบ้านชั้นเดียวที่จมอยู่ใต้น้ำแน่นอน) และบางพื้นที่อาจจะสูงถึง 5 เมตร

สาเหตุของการเกิดอุทกภัยในครั้งนั้น เกิดจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งชีวิตและทรัพย์สินในหลายพื้นที่ เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553 จนกระทั่งสถานการณ์คลี่คลายทั้งหมดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

“มีพื้นที่ประสบอุทกภัย มีจังหวัดประสบภัยทั้งสิ้น 39 จังหวัด 425 อำเภอ 3,098 ตำบล 26,226 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 2,002,961 ครัวเรือน 7,038,248 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับความเสียหาย 7,784,368 ไร่ พบผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยแล้วทั้งหมด 180 ราย เป็นบุคคลสัญชาติไทย 178 ราย กัมพูชา 1 ราย พม่า 1 ราย เนเธอร์แลนด์ 1 ราย” ส่วนพื้นที่ภาคใต้มีจังหวัดประสบภัยทั้งสิ้น 12 จังหวัด 133 อำเภอ 874 ตำบล 6,197 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 609,511 ครัวเรือน 1,932,405 คน มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 80 คน มีสัญชาติไทยทั้งหมด (จากการรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย)

แล้วพื้นที่หาดใหญ่เป็นอย่างไร?

ภาพมุมสูงของอำเภอหาดใหญ่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากอุทกภัยได้อย่างชัดเจน สถานการณ์ในครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 คน (ในอำเภอหาดใหญ่และอำเภอใกล้เคียงอีก 16 อำเภอ) ในหลายพื้นที่พบว่ามีน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร จากการรายงานของ นายไพร พัฒโน (ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ในขณะนั้น) ระบุว่า “พื้นที่ในเขตเมืองได้รับผลกระทบถึง 80% และมีผู้ได้รับผลกระทบถึง 30,000 ครัวเรือน โดยประชาชนราว 10,000 คน ไม่สามารถออกจากที่พักอาศัยได้ ใจกลางเมืองหาดใหญ่ย่านธุรกิจจมอยู่ใต้บาดาล ระบบสาธารณูปโภคใช้การไม่ได้ เนื่องพื้นที่ดังกล่าวเป็นแอ่งกระทะ การระบายน้ำจึงทำได้ค่อนข้างลำบากและใช้เวลานาน นอกจากนี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้รายงานว่ามีเสาไฟฟ้าได้รับความเสียหาย 80 จาก 200 เสา”

สถานการณ์เริ่มมีความตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ภาวะวิกฤติ มีการยกระดับการเตือนภัยสูงสุดจนถึงขั้น “ธงแดง” เนื่องจากน้ำจากพื้นที่รอบนอกหลายอำเภอไหลทะลักเข้าสู่ใจกลางเมืองหาดใหญ่ ประกอบกับยังคงมีฝนตกลงมาเรื่อย ๆ เป็นระยะ ๆ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ บริเวณถนนนิพัทธ์อุทิศสาย 1, สาย 2 และสาย 3, บริเวณหน้าเทศบาลนครหาดใหญ่ซึ่งรับน้ำมาจากเขาคอหงส์   กระแสน้ำเชี่ยวกราก, บริเวณตลาดกิมหยง ชาวบ้านไม่สามารถออกไปไหนมาไหนไม่ได้ ระบบสาธารณูปโภค ทั้งประปา ไฟฟ้า สัญญาณโทรศัพท์ใช้การไม่ได้เกือบทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งบริเวณพื้นที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร บริเวณชั้นล่างจมอยู่ใต้น้ำ มีการอพยพผู้ป่วยพร้อมญาติกว่า 1,000 คน ไปอาศัยอยู่ชั้น 2 เป็นภาพของความลำบากที่ยากเกินกว่าที่ใครหลายคนจะลบเลือนได้

ก้มหน้ารับชะตากรรม-หมดทางแก้ไข!

“นายกไพร” สารภาพกับสื่อมวลชนว่า สถาณการณ์รุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เข้าขั้นวิกฤติ ยอมรับว่าพยายามแก้ปัญหามาทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จนหมดทางแก้ไข “รถเคลื่อนตัวไม่ได้ การคมนาคมทางเรือก็ยากลำบาก เนื่องจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก จนเรือที่ออกไปแล้วไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีก จนหมดหนทางแก้ ได้แต่นั่งดูน้ำไหลทะลักท่วมพื้นที่ปกครองของตนเองเพียงอย่างเดียว ประชาชนร่ำร้องไห้ แจ้งว่าติดอยู่บนหลังคาบ้าน เจ้าหน้าที่ทำงานกันเต็มที่แต่ก็ยังไม่เพียงพอ”

โชคชะตาก็ไม่ได้เล่นตลกกับเราเสมอไป!

กองทัพเรือไทยได้ส่งเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือที่บรรทุกเครื่องบินเป็นลำแรกของไทย มาให้ความช่วยเหลือ โดยใช้เป็นครัวในการปรุงอาหารจากนั้นจึงส่งอาหารมายังจังหวัดโดยเฮลิคอปเตอร์ พร้อมเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ รัฐบาลได้ให้เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยรัฐบาลได้ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินจำนวน 5,000 บาทให้แก่ครอบครัวผู้ประสบภัยน้ำท่วมหนักที่สุด ในส่วนหนึ่งของงบประมาณพิเศษ 2,900 ล้านบาท ซึ่งเงินช่วยเหลือสำหรับแต่ละครอบครัวอาจสูงถึง 100,000 บาทในกรณีค่าซ่อมแซมบ้าน ตลอดจนลดหย่อนภาษีให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังมีการส่งตัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 36,000 คนไปยังค่ายบรรเทาทุกข์ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมาเลเซียอีกด้วย

นอกจากนี้ ฝ่ายเอกชนได้เร่งกันให้ความช่วยเหลือ โดยการร่วมกันบริจาค พร้อมทั้งการซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างที่เสียหาย(แม้ว่าน้ำท่วมจะลดลง แต่น้ำใจคนไทยไม่เคยแห้งเหือดตาม)

ผลกระทบน้ำท่วมใหญ่…สร้างความเสียหายมหาศาล!

ผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อประชากรหนึ่งในสิบของประเทศ (จากประมาณ 66 ล้านคนในขณะนั้น) สร้างความเสียหายแก่พื้นที่การเกษตรร้อยละ 3 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดในประเทศกว่า 2.4 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน 1.5 แสนราย นาข้าวได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็น 1.7 ล้านไร่ ด้านปศุสัตว์และด้านประมงได้รับผลกระทบ 1 แสนราย ซึ่งเมื่อนับรวมกับความเสียหายจากอุทกภัยนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา พบว่า พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเกือบ 4 ล้านไร่ รวมเกษตรกรได้รับความเดือนร้อน 2.9 แสนราย

ด้านเศรษฐกิจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินทั้งของประชาชนและทางราชการราว 8,000 – 10,000 ล้านบาท งบประมาณในการชดเชย การแก้ปัญหา และการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เมื่อคำนวณจากมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่าง 32,000 ถึง 54,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ราว 0.2% ของจีดีพี 

 

เมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์วันนั้น เชื่อเลยว่าคงเป็นบทเรียนราคาแพงที่ชาวไทยและชาวหาดใหญ่ได้เรียนรู้และจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ แม้นว่าในปัจจุบันจะมีการจัดระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีมาตรฐานมากขึ้น มีการระบายน้ำที่มากขึ้น แต่หากคนในพื้นที่ไม่ช่วยกันสอดส่องดูแล ทิ้งขยะลงในคูน้ำ ลำคลองจนเกิดการอุดตันตามท่อระบายน้ำ 

“ใครจะรู้ปีหน้าหรือปีไหนในอนาคตอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกครั้งก็เป็นได้ หากเราเรียนรู้ที่จะป้องกันปัญหาเสียแต่วันนี้ ย่อมดีกว่าเกิดปัญหาจนไม่มีทางแก้ไขในวันหน้า ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นอาจจะสายเกินไปที่จะเยียวก็ได้”

อ้างอิงจาก: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%81%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2553

https://www.thairath.co.th/content/123951

ขอบคุณภาพจาก: เพจ ภูดิศ พงศ์อาชา 

 

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง