กรณีที่มีการแชร์ข่าวว่าจะยุบ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย กับ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ นั้น

ส่วนกิจการพิเศษและมวลชนสัมพันธ์ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ แจ้งข่าว ขออนุญาตนำเสนอบทสัมภาษณ์ของ ดร.นิตินัย ศริริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อทราบถึงข้อมูลเรื่องนี้ ทั้งยังยืนยันว่า แผนพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ที่หนังสือพิมพ์ภาคใต้โฟกัส รวมถึงเพจ และเวบไซด์ “สงขลาทูเดย์” นำเสนอข่าวไป ยังคงดำเนินการไปตามแผนงาน โดยในวันที่ 30 ตุลาคม ผู้อำนวยการ ท่าอาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จะชี้แจงรายละเอียดกับสื่อมวลชนหาดใหญ่ กรณีข่าวดังกล่าว

บทสัมภาษณ์พิเศษ เปิดวิสัยทัศน์ “นิตินัย ศิริสมรรถการ” ตอนที่ 2 ได้พูดถึงการเปิดตัว S-Curve ลูกใหม่เพื่อช่วยค้ำยันธุรกิจของ “บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.” ในขณะคลื่นลูกที่ 1 กำลังอ่อนแรง โดยพระเอกของ S-Curve ลูกที่ 2 คือการกระโดดเข้าสู่เชิงพาณิชย์ โลกดิจิทัล และการค้าไร้พรมแดน ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจดั้งเดิม แต่ S-Curve ลูกที่ 2 ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของ ทอท. เพราะ “กำพืดจริงๆ เราคือคนทำสนามบิน”

เปิดห้วงอากาศซ้ายขวา
“นิตินัย” เล่าถึงสภาพธุรกิจในปัจจุบันว่า ทอท. เป็นรัฐวิสาหกิจที่บริหารสนามบินทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบินดอนเมือง, สนามบินภูเก็ต, สนามบินเชียงใหม่, สนามบินหาดใหญ่ และสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สนามบินทั้ง 6 แห่ง ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ Hub สนามบินที่มีเส้นทางหลากหลาย และเป็นศูนย์กลางในการเดินทาง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบินดอนเมือง, สนามบินภูเก็ต และสนามบินเชียงใหม่ ส่วนประเภที่ 2 คือ Gateway สนามบินที่เป็นประตูสู่พื้นที่นั้นๆ แต่ไม่ได้มีเส้นทางบินที่หลากหลายและไม่ได้เป็นศูนย์การการเดินทาง ได้แก่ สนามบินหาดใหญ่ และสนามบินเชียงราย

ปัญหาของ ทอท. คือ เรามีสนามบินที่เป็น Hub อยู่ใน 3 ภูมิภาค ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ แต่ไม่มี Hub อยู่ที่ภาคตะวันออกหรือตะวันตก เมื่อผู้โดยสารเดินทางจากต่างประเทศไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) หรือภาคตะวันตก บางคนก็ต้องมาลงที่กรุงเทพฯ ก่อน แล้วต่อเครื่องบินไปอีสานหรือภาคตะวันตกอีกรอบ ซึ่งเป็นการบินตัดน่านฟ้าที่ไม่เหมาะสม ทำให้ห้วงอากาศเต็มเร็ว ขณะเดียวกันก็ทำให้ห้วงอากาศรอบกรุงเทพฯ แออัด เราจึงอยากได้ห้วงอากาศซ้ายขวา เพื่อให้เครื่องสามารถบินไปลงที่อีสานหรือภาคตะวันตกได้เลย จากเหตุผลนี้ ทอท. จึงวางยุทธศาสตร์เรื่อง Hub ไว้ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ, ภาคใต้, ภาคกลาง, ภาคตะวันออก และตะวันตก “อันนี้คือในอุดมคติ”

วันนี้จึงมีการพูดถึงการเข้าบริหารสนามบินต่างๆ อีก 3 แห่ง สำหรับด้านตะวันออก ทอท. จะพูดคุยกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เรื่องการเข้าบริหาร “สนามบินอุดรธานี” ซึ่งเป็นประตูเชื่อม สปป.ลาว และเป็นน่านฟ้าตะวันออก ด้าน “สนามบินบุรีรัมย์” ก็เป็นน่านฟ้าทางภาคตะวันออกตอนใต้แห่งเดียวที่ไม่ชนกับสนามบินอุดรฯ ด้านฝั่งตะวันตกก็คือ “สนามบินตาก”

“ไฮสปีด”ฆ่าสนามบิน
นอกจากเหตุผลเรื่องการใช้ห้วงอากาศอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การปั้น Hub ใหม่ในฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกยังมีความสำคัญกับ ทอท. ในฐานะยุทธศาสตร์ที่ใช้รับมือโครงการรถไฟความเร็วสูง

“นิตินัย” ให้ความเห็นว่า สนามบินแบบ Gateway ที่ไม่ได้มีเส้นทางบินหลากหลาย ไม่ใช่ศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร เช่น เชียงรายและหาดใหญ่ มีแนวโน้มที่ “วันหนึ่งจะพังเพราะรถไฟความเร็วสูง” เพราะฉะนั้น Gateway เหล่านี้อาจจะต้องยุบตัวลงในอนาคต แตกต่างจากสนามบินที่เป็น Hub ซึ่งมีการเชื่อมต่อที่หลากหลาย จึงสามารถเติบโตไปพร้อมกับรถไฟความเร็วสูง

“สนามบินที่เป็น Gateway จะถูกรถไฟความเร็วสูงฆ่าหมด แต่สนามบินที่เป็น Hub จะถูกรถไฟความเร็วสูงสนับสนุน นี่จึงเป็น S-Curve ลูกสุดท้ายของ ทอท. ที่จะต้องทำตั้งแต่วันนี้”

นอกจากการรับโอน และเข้าบริหารสนามบินใหม่ๆ แล้ว ทอท. ก็กำลังรีดไขมันเพื่อทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่น เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน และการเปลี่ยนแปลงในอนาคต รวมถึงได้แตกไลน์งานบางอย่างออกมาตั้งเป็นบริษัทลูก เช่น บริษัทรักษาความปลอดภัย (รปภ.) เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยในสนามบินมีมาตรฐานดีขึ้น รวมถึงสามารถพัฒนาไปเป็นธุรกิจเสริมในอนาคตได้อีกด้วย

“ผมไม่ทราบว่าจะเห็นภาพทั้งหมดนี้ในอีกกี่ปี เพราะผมก็มีสัญญาเหลืออยู่ 3 ปี แต่เราก็อยากตอกเสาเข็มให้คนรุ่นต่อไป ซึ่งการบริหารอะไรต่างๆ ก็ไม่ได้อยู่ในยุคผมแล้ว แต่ถ้าไม่มีเสาเข็มอันนี้ เขาก็ขึ้นโครงไม่ได้ ผมออกไป แล้วหันมา ก็รู้แก่ใจว่ามันพังในมือผมอยู่ เพียงแต่ตอนนั้นมองไม่เห็นมือผมเท่านั้น”

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : www.thebangkokinsight.com