สองพี่น้องนักดนตรี “อาชวิน-อาเนชา สินธุ์สอาด” ชาวยะลาเปิดค่ายเพลงเล็กๆ“ Stu do vol.Records’’สะท้อนสเน่ห์วิถีพุทธ-มุสลิม โดยแม่ “กฤษณา สินธุ์สอาด”เป็นนักร้องคนแรกของค่าย

 

“ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันอยู่ตรงนี้นะ ฉันไม่ไปไหน ฉันไม่ไปไหน ฉันไม่ไปไหนนะ วันปีผ่านไป เนิ่นนานแค่ไหน ฉันอยู่ตรงนี้นะ ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันอยู่ตรงนี้นะ ฉันไม่ไปไหน ฉันไม่ไปไหน ฉันไม่ไปไหนนะ วันปีผ่านไป เนิ่นนานแค่ไหน ฉันอยู่ตรงนี้นะ ……ตรงนี้ที่ฉันอยู่ อยากบอกให้รู้ว่า งดงามเพียงใด ดินแดนหลากวัฒนธรรม มีค่าล้ำที่ควรรักษาไว้ ส่งต่อบอกต่อให้ลูกหลาน สืบสานสิ่งดีดีต่อใจ ให้อยู่คู่แผ่นดินนี้ จนกว่าชีวีสลายไป”

 

ส่วนหนึ่งจากบทเพลง“ตรงนี้ที่ฉันอยู่” ของสองพี่น้อง อุ้ม และอุ้ย ที่กลับยะลามาเปิดค่ายเพลงเล็กๆที่ชื่อ “ Stu do vol.Records’’ (สตู ดู วอห์ เรคคอร์ด)

 

“อุ้ม” หรือ นายอาชวิน สินธุ์สอาด อายุ 27 ปี กล่าวถึงจุดเริ่มต้น มาจากความชื่นชอบที่อยากจะทำดนตรีในแบบที่อยากสื่อสาร และสามารถผลิตเพลงในสไตล์แนวดนตรีที่ตนชื่นชอบ

 

โดยนัยยะสำคัญของการตั้งชื่อค่ายเพลง “ Stu do vol.Records’’ (สตู ดู วอห์ เรคคอร์ด)เมื่อแปลเป็นภาษาไทยหมายถึง 1 2 เรคคอร์ดนั้น มีนัยยะสำคัญมาจากภาษาท้องถิ่น นั่นคือ ภาษามลายู เนื่องจากเมื่อก่อน ทวด ยาย คุณพ่อ จะพูดภาษามลายูกัน ซึ่งที่นี้ถือเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมของคนไทยพุทธ และคนมุสลิมที่เรามักจะสื่อสารกันด้วยภาษามลายู

 

“ในฐานะลูกหลานคนที่นี้ แม้จะเป็นคนมลายูพุทธ แต่ตนก็มีความตั้งใจอยากทำให้พื้นที่แห่งนี้ยังคงเป็นพื้นที่ของการอยู่ร่วมกันระหว่างพี่น้องไทยพุทธและไทยมุสลิม

 

โดยเพลงแรก “ตรงนี้ที่ฉันอยู่” คุณแม่ นางกฤษณา สินธุ์สอาด เป็นคนแต่งเนื้อร้อง และแต่งทำนองขึ้นเอง ถือได้ว่า คุณแม่เป็นนักร้องคนแรกของค่าย โดยเพลงนี้คุณแม่เขียนบันทึกผ่านบทเพลง เพื่อบอกเล่าความสวยงามของที่นี้

ส่วนจุดเริ่มต้นในการเป็นนักดนตรีนั้น อุ้มเล่าว่า เริ่มจากชีวิตวัยเด็กตนเติบโตมาในครอบครัวที่ร้องรำ ทำเพลง ทำให้ได้มีโอกาสสัมผัสเสียงกลองยาว เสียงกล้อง เสียงปี่ เสียงมโนราห์ และเสียงดิเกฮูลู ที่อยู่รอบๆตัวมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งตนยังโชคดีที่ชีวิตในวัยเด็กมีโอกาสได้ลองทำอะไรหลายอย่าง เช่น การเตะฟุตบอล ว่ายน้ำ และทำทุกๆอย่าง รวมถึงความรับผิดชอบในการเรียนหนังสือ ที่ต้องเต็มทีทั้งการเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และภาษาไทย

 

โดยเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เล่นเป็น ทรัมเป็ด โดยเล่นกับวงโยธวาทิต ของโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงยะลา หลังจากนั้นเริ่มเล่นกีตาร์ ทำให้เริ่มค้นพบตัวเองว่า สามารถใช้เวลาอยู่กับกีตาร์ได้นานกว่า ทรัมเป็ด จนถึงช่วงที่จะต้องเลือก ซึ่งตนโชคดีมากที่มีครอบครัวให้การสนับสนุนอย่างเต็มที ทำให้ตนตัดสินใจสอบเรียนมัธยมปลายที่มหาวิทยาลัยมหิดล แต่เนื่องจากสอบไม่ได้ติด จึงตัดสินใจกลับมาเรียนต่อ ม.ปลายที่โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง ยะลา จนเรียนจบมัธยมปลาย และสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาดนตรีแจ๊ส คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยเริ่มเรียนดนตรีจริงจังในช่วงประมาณปี 2553 ตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 10 ปี ที่ทำให้ความฝันมีความชัดเจนมากขึ้น จนทำให้เลือกเรียนต่อปริญญาโทด้านเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับเสียงธรรมชาติ

 

“เราชอบบรรยากาศแบบศิลปากร จึงสอบเรียนต่อปริญญาตรีคณะดุริยางคศาสตร์ สาขาดนตรีแจ๊ส มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนนั้นไม่ได้บอกอะไรแม่ เพราะปกติก็เล่นกับวงของโรงเรียน แม่สนับสนุนเต็มที แต่การตัดสินใจเป็นของเรา เมื่อได้รับโอกาส เราก็อยากทำเต็มที ไม่ใช่เพราะโดนใครบังคับ”

 

นายอาชวิน กล่าวและว่า การเป็นคนยะลา เกิดยะลา และเติบโตที่ยะลานั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึก ถึงข้อจำกัดในชีวิต เพราะตนมองว่า หากจังหวัดยะลามีเวลาเพียง 23 ชม.แต่ที่อื่นมี 24 ชม.จะเป็นข้อจำกัด แต่เมื่อยะลามีเวลาเท่ากับที่อื่นๆ ตรงนี้จึงไม่ใช่ข้อจำกัด เพราะเราทุกคนมีเวลาเท่ากัน

 

“ทุกครั้งที่ทำเพลงเสร็จ ผมจะยินดีกับเพลง ยินดีกับยะลาเสมอ ผมไม่ได้อยากโปรโมทเพื่อความดัง อยากทำงานไปเรื่อยๆ และไม่ได้ตั้งไว้เมื่อไหร่เกษียณ”นายอาชวิน กล่าว

 

“อุ้ย”หรือนายอาเนชา สินธุ์สอาด อายุ22 ป่ี กล่าวว่า ขณะผมเรียน ป.1 ตอนนั้นพี่ชายจะอยู่ ป.6 ผมจำไม่ได้ว่า ไปนั่งอยู่ที่วงดนตรีไทยได้ยังไง เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ผมเล่น คือ ขลุ่ย เป็นดนตรีไทย ต่อมาเริ่มเล่นเซกโซโฟน ที่กลายเป็นเครื่องดนตรีที่ชอบจนถึงทุกวันนี้

 

ผมได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นเสียงแทรกให้กับภาพยนตร์เรื่อง พรจากฟ้า ซึ่งผมไม่ได้เป็นพระเอก แต่เป็นเสียงแทรกให้กับพระเอกคือ คุณเต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ตอนนั้นจำได้ว่า ผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยในหนังจะมีอยู่ 4 ตอน เรื่องสุดท้ายได้มีการนำเพลงพระราชนิพนธ์มาทำในรูปแบบของสกา ตอนนั้นบังเอิญได้มีวงสกาที่เป็นวงของรุ่นพี่ ที่รู้จักกับโปรดิวเซอร์เพลงหนังพรจากฟ้า ซึ่งเขาได้เชิญ เพราะเขาไม่มีวงแซกโซโฟน และพี่เขาเชื่อว่า ผมสามารถเข้าไปบันทึกเสียงในสตูดิโอได้ ตอนนั้นไปครั้งแรก ก็เกือบที่จะทำไม่ได้เหมือนกัน เพราะผมก็ไม่เคยผ่านการอัดเสียงในสตูดิโอ ก็เกิดความกลัว

 

“การได้มีโอกาสอัดเสียงบันทึกงานเพลงในภาพยนตร์เรื่อง พรจากฟ้า ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ต้องขอบคุณโอกาสที่พี่ๆเขามองเห็นศักยภาพในตัวเรา และเชื่อว่า ผมสามารถทำมันได้”

 

นายอาเนชา กล่าวและว่า การบันทึกเสียงค่อนข้างที่จะต้องอาศัยทักษะที่แม่นย้ำ และชัวร์กว่าการเล่นทั่วไป โดยการเล่นดนตรีแม้จะมีความเหมือน แต่ก็มีรูปแบบไม่เหมือนกัน ซึ่งมักจะพบ เมื่อตอนที่เราเข้าห้องบันทึกเสียง เราอาจจะทำไม่ได้ เพราะเป็นงานคนละรูปแบบ และคนละบรรยากาศกัน ซึ่งการเป็นคนยะลาไม่ได้มีข้อจำกัด เพราะที่นี้มีความแตกต่างจากเมืองใหญ่ที่มีความเร่งเร้า มีสภาพแวดล้อมเหมือนต่างจังหวัด

 

โดยผมยังจำได้ดีเคยมี อาจารย์ศิลปกรลงมาทีโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงยะลา เพราะมีการทำ MOU ร่วมกัน ซึ่งอาจารย์เขาเป็นคณะกรรมการที่จะต้องลงมาประเมิน เพื่อประเมินคุณภาพของโรงเรียน ซึ่งเขามีตัวเลือกอยู่ 3 โรงเรียน คือโรงเรียนใน 3 จังหวัด แต่ทางอาจารย์กลับพูดว่า ยะลามีความพร้อมมากที่สุด และมีศักยภาพมากที่สุด ทั้งในแง่ของผู้ปกครองที่สนับสนุนความฝันของลูก รวมถึงบรรยากาศของความเป็นเมืองในแบบยะลา

 

“เราจะสร้างบ้านที่กั้นฝนไม่ได้ที่ยะลาไปทำไม ถ้ากั้นฝนไม่ได้ ดนตรีก็ไม่สามารถรด อาบหัวใจคนยะลาได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่สัมพันธ์กัน เราจะสร้างความสบายใจนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไรที่ชายแดนใต้”นายอาเนชา กล่าว

 

นางกฤษณา สินธุ์สอาด คุณแม่ กล่าวว่า รู้สึกยินดีกับลูกชายทั้งสองมาก ที่ตัดสินใจเปิดค่ายเพลงขึ้นมา โดยสองคนพี่น้องมีความตั้งใจอยากมากที่อยากจะทำในสิ่งที่เขารัก เขาชอบ และเขาถนัด ถึงแม้ในอนาคตข้างหน้าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ตนในฐานะแม่เชื่อว่า หากลูกได้ทำในสิ่งที่เขารัก และตั้งใจที่อยากจะทำ เขาก็จะทำอย่างเต็มที และทำได้ดี

 

และแม้ที่ผ่านมาสิ่งที่ลูกชายเลือกเรียนจะเรียนในแบบสากล แต่สิ่งที่ตนเห็นมาตลอด คือลูกชายทั้งสองไม่เคยลืมรากเหง้าของท้องถิ่น และมักจะหยิบเรื่องราวในพื้นที่มาถ่ายทอดผ่านผลงานเพลงที่ทั้งร้อง เขียนเนื้อเพลง รวมถึงใช้แนวดนตรีในแบบที่เป็นตัวเองมาสื่อสารกับคนฟังด้วย

 

“ในฐานะแม่ ได้เห็นลูกมีความตั้งใจ และทุ่มเทในการทำเพลง แม่ก็โอเคแล้วค่ะ ผลลัพท์ในอนาคตข้างหน้า อยู่ที่เขาทำวันนี้” นางกฤษณา กล่าว