นาย ซากีย์ พิทักษ์คุมพล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) บุตรชายของท่านจุฬาราชมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์ความร้อนแรงจากกระแสคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเริ่มคลี่คลายลงบ้างแล้วในระดับหนึ่ง ผมคิดว่า บางครั้งการที่เราไม่ได้ออกมาพูดอะไรเลย ก็ทำให้คนที่รู้จักเรามีจินตนาการไปต่างๆ นานา

 

“การที่เราเงียบมันเหมือนเราหายไปพร้อมกับคำถาม ผมไม่อยากให้คนคิดว่า ผมหายไปกับคำถาม ไม่มีคำอธิบาย อย่างน้อยที่สุดวันนี้ผมได้สื่อสารออกมาแล้ว คนที่จะวิพากษ์ วิจารณ์อย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของเขา”

 

นาย ซากีย์ กล่าวต่อว่า จริงๆแล้วในการรับตำแหน่งสว. เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่าย เลือกทางใดทางหนึ่งก็มีราคาที่ต้องจ่าย สำหรับผม การอยู่ในตำแหน่ง หรือไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง ไม่ได้มีผลต่อการทำงานให้เพื่อส่วนรวม แต่ตำแหน่ง สว เพียงที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบาย และมีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างที่กระทบกับคนส่วนใหญ่ ตรงนี้ผมยังมีประสบการณ์ไม่มากนัก อาจต้องใช้เวลาในศึกษา เรียนรู้งานนิติบัญญัติ ซึ่ง สว มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย อาจจะไม่มีสีสันหรือหวือหวาเหมือนงานของ สส. แต่ส่วนตัวเชื่อว่างานของ สว.ยังยึดโยงกับการช่วยชาวบ้านได้ โดยเฉพาะปัญหา 3 จังหวัด

 

เมื่อพูดถึงมิติระหว่างพุทธ และมุสลิมกับการทำงานในบทบาทสว.ในวันนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่า คนในสังคมไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังมีภาพลบ หรือมีความไม่เข้าใจมุสลิมและหลักคำสอนของอิสลามอยู่ ฉะนั้นผมคิดว่า มุสลิมเองต้องเปิดตัวและสื่อสารให้มากขึ้น ผมเชื่อคนไทยส่วนใหญ่ไม่อยากให้มีปัญหาเกี่ยวกับศาสนา เพราะมันไม่ส่งผลดีกับสังคมไทย ที่มีความยืดหยุ่นและโอบอุ้มความแตกต่างหลากหลายมาโดยตลอด เมื่อเราเริ่มเห็นรอยปริแยกทางความรู้สึก จำเป็นอย่างยิ่งที่ สังคมพุทธ-มุสลิมจะต้องเดินเข้ามาหากันให้มากยิ่งขึ้น มีการเกาะเกี่ยวกันทางสังคมให้มากกว่าที่ผ่านมา เพราะที่ผ่านมาความขัดแย้งยังไม่ได้รุนแรงเหมือนปัจจุบัน เราเห็นความรุนแรงที่ก้าวล่วงไปสู่บุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของศาสนา เช่น กรณีพระและอีม่ามผู้นำทางศาสนาอิสลามเสียชีวิต ซึ่งการสูญเสียลักษณะนี้กระทบต่อความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย การแก้ไขปัญหาคงต้องเริ่มตั้งแต่ปักเจกบุคคล คุณเป็นพุทธ หรือคุณเป็นต้องนำเสนอภาพของการเป็นศาสนิกที่ดีต่อกัน ต้องร่วมกันปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของกันและกัน คำนึงถึงหน้าที่ของความเป็นพลเมือง

 

“สิ่งที่เราต้องทำคือ การเข้าใจผู้อื่นให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะวันนี้เหมือนกับว่า ต่างฝ่ายต่างอยู่ในโลกของตัวเอง อยู่ในสังคมของตัวเอง มุสลิมไทยทุกคนก็จำเป็นที่ต้องเปิดเผยตัวเองให้มากขึ้น สื่อสารกับคนอื่นมากขึ้น ตรงนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ”

 

นาย ซากีย์ กล่าวและว่า สิ่งที่เป็นความกดดันในวันนี้ คือ การเข้าไปอยู่โครงสร้างที่ใหญ่มาก ตัวเองเพียงลำพัง อาจจะไม่ได้มีความสามารถทำงานได้ คงต้องอาศัยเครือข่าย และการสร้างความเข้าใจให้กับผู้ร่วมงานหลายส่วน ซึ่งแน่นอนก็จะมีการทำงานร่วมกันกับภาคประชาสังคมอยู่แล้ว

 

“ วันนี้เป็นจังหวะเวลาที่ดีที่สังคมมุสลิม ต้องออกมาสื่อสารถึงความเป็นมุสลิมในสังคมไทย เราต้องสื่อสารให้มากขึ้น อีกทั้งยังโชคดีที่ เรามีสถาบันหลัก เช่น สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ให้การอุปถัมภ์คนทุกศาสนา เพราะวันนี้เราเริมมีปัญหาของสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เป็นประเด็นที่ค่อนข้างเปราะบาง และการสื่อสารในโลกอินเทอร์เน็ตที่ไปเร็ว ก็ทำให้คนขาดการตรวจสอบคัดกรองข้อมูลข่าวสาร สมาธิในการอ่านของเราก็สั้นลง เราเห็นแค่พาดหัวก็ตัดสินเขาไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความน่ากลัวในโลกโซเชียลมีเดียที่ทุกคนอาจจะต้องทบทวน”

 

นายซากีย์ กล่าวอีกว่า การรับข้อมูลอะไรมานั้น ไม่ใช่แค่เราเห็นอะไรมาแล้วแชร์ ได้อะไรมาก็แชร์ วันนี้ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้หมด แต่ด้วยความเป็นวิชาชีพสื่อ เขาก็มีมาตรฐานทางจริยธรรม สื่อเขาก็มีกรอบ เพราะมีเรื่องของจริยธรรมของสื่อค่อยกำกับตรงนี้ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อคนที่เขาไม่มีความเป็นมืออาชีพ เขาคิดว่า การสื่อสารตรงนี้จะดีสำหรับเขา เขาก็สามารถสื่อสารได้เลย บางทีเราอาจจะดีกับกลุ่มเรา แต่กระทบความรู้สึกของคนอื่น

 

ในส่วนเป้าหมายการทำงาน ผมคิดว่ามุสลิมทุกคนมีเจตนาทำงานเพื่อพระเจ้า เพราะเป้าหมายสูงสุดของเราในชีวิตคือ การทำงานเพื่อการตอบแทนในโลกหน้า เราอาจจะต้องเจอแรงกดดัน โดนวิพากวิจารณ์ในสิ่งที่เป็นคิดเห็นของเราก็ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งในความเป็นมนุษย์ก็คงมีความพลาด มีข้อบกพร่อง เพราะฉะนั้นผมก็ไม่สามารถตอบได้ว่า ความคิดของผมถูกต้อง ผมต้องตรวจสอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา ท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับเจตนา เราทำไปเพื่ออะไร เราเห็นภาพของสังคมในปัจจุบันมันเป็นอย่างไร ต่างกับในอดีตที่เราเคยมีประสบการณ์อย่างไร

บทบาทบาทที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อตัวเองอย่างไร
ส่วนตัวผมยังรู้สึกว่า ยังเป็นอาจารย์อยู่ เพียงแต่วันนี้ผมอาจจะไม่ได้เป็นอาจารย์ในห้องเรียนเท่านั่นเอง ความรู้สึกผมยังเป็นอาจารย์อยู่ ผมยังชอบบรรยากาศของห้องเรียนในเวลาที่ได้สอนหนังสือ เราได้เอาความรู้ไปให้นักศึกษา นักศึกษาก็สอนเรา แลกเปลี่ยนกันในมุมที่มีความแตกต่างที่เรายังไม่รู้

 

“ความรู้สึกของการเป็นอาจารย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถลบล้างได้ ผมยังคิดว่าเรายังต้องค้นคว้าหาความรู้ เพื่อสอน เพื่อแลกเปลี่ยนกับผู้คนต่อไป” นายซากีย์ กล่าว