“โค้ชยู”อดีตนักวิ่งทีมชาติไทย ชาวสะบ้าย้อย นำประสบการณ์การวิ่งในต่างประเทศ ถ่ายทอดให้นักวิ่งที่สนใจ  พร้อมเปิดสอนผ่านระบบออนไลน์มีรายได้กว่าเดือนละ 5 หมื่นบาท

 

จ่าอากาศเอกวัชรินทร์ แวกาจิ หรือ “โค้ชยู” อดีตนักวิ่งทีมชาติไทย ชาวอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา กล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นการเป็นนักกีฬาทีมชาติ ทำให้ได้สะสมประสบการณ์จากการได้ไปแข่งขันตามที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสได้ฝึกกับโค้ชระดับชาติ จนปัจจุบันได้นำประสบการณ์ความรู้จากการฝึกฝนมาถ่ายทอดให้กับผู้ที่สนใจด้านการวิ่ง  ผ่านการเป็นโค้ชสอนวิ่งที่รับออกแบบโปรแกรมฝึกซ้อม การมินิมาราธอน 10 กม.การวิ่งมาราธอน 42.195 กม. รวมไปถึงระบบโปรแกรมสอนวิ่งออนไลน์ที่รับสอนนักวิ่งทุกเพศ ทุกวัย ที่เขาเปิดสอนผ่านเฟสบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า “วัชรินทร์ แวกาจิ”

 

 

“เรานำความรู้ที่ได้ตอนเป็นนักกีฬาทีมชาติมาประยุกต์ใช้กับคนบ้านเราที่มีความสนใจกีฬาวิ่ง ให้เขารู้วิธีวิ่งที่ถูกต้อง การยืดเหยียดที่ถูกต้อง เป็นเป้าหมายหลัก เพื่อป้องกันการบาดเจ็บในขณะวิ่ง”

 

“โค้ชยู” กล่าวต่อว่า โดยเริ่มวิ่งมาตั้งแต่อายุ 21 ปี วันนี้วิ่งได้ประมาณ 12ปี แล้ว ซึ่งตอนนั้นจำได้ว่า ซ้อมวิ่งอยู่ประมาณ 3 ปี ก็ได้ติดทีมชาติ จนปัจจุบันลาออก เพราะรับราชการทหาร แม้ออกจากการเป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่ทุกๆเช้าของทุกวัน ก็จะตื่นมาวิ่งเป็นประจำ

 

 

“ตอนแรกไม่ได้คิดจะหารายได้จากการวิ่ง เพราะผมก็รับราชการทหารอยู่แล้ว ในตอนนั้นมีนักวิ่งที่บาดเจ็บมาปรึกษา ผมก็แนะนำวิธีจากต่างประเทศจนเขาหายดี นักวิ่งกลุ่มนี้จึงรวมตัวมาขอให้ผมดูแลเขาต่อ และให้ผมทำเป็นรายได้เสริม ตอนนี้สอนมาถึงรุ่นที่3แล้ว”

 

“โค้ชยู” กล่าวและว่า ก่อนจะมาสอนนักวิ่งรุ่นผู้ใหญ่ ผมเคยสอนเยาวชนมาก่อน โดยปั่นนักกีฬาเยาวชนเป็นหลัก จนกระทั่งได้มาเจอกลุ่มนักวิ่งผู้ใหญ่ ซึ่งเขาไม่รู้ว่า นักวิ่งต้องทำอะไรบ้าง ก่อนจะวิ่งต้องทำอะไร เมื่อกล้ามเนื้อไม่พร้อม ก็จะบาดเจ็บกลับมา

 

เมื่อก่อนความรู้สึกผม เราเป็นคนสะบ้าย้อย เป็นคนไม่มีโอกาสอยู่แล้ว เพราะด้วยความที่บ้านอยู่ข้างใน ทำให้เราไม่ได้ออกมาข้างนอก เมื่อได้มาอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ทำให้เรามองเห็นโอกาสที่มีอยู่มาก  จนผมติดทีมชาติจึงทุ่มเทการฝึกฝนตรงนั้นและได้นำมาเป็นความรู้ที่ใช้สอนนักวิ่งที่หาดใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อสร้างนักวิ่งให้เขาทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ตรงนี้ไปสอนกับคนอื่นๆที่สนใจการวิ่ง

 

 

“โค้ชยู”  กล่าวอีกว่า แม้รายได้จากการเป็นโค้ชวิ่งจะทำรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 50,000 – 60,000 บาท แต่ตนก็ยอมรับว่า การเป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเป็นโค้ชนั้นจะต้องทำหน้าที่วิเคราะห์ร่างกายของผู้วิ่งให้เกิดการพัฒนาที่มีความเหมาะสมกับวัย และสภาพร่างกายของผู้วิ่ง เช่น นักวิ่งที่เป็นผู้สูงวัย มักจะพบปัญหาด้านสุขภาพข้อเข่าเสื่อม ซึ่งในฐานะการเป็นโค้ช จะต้องมีการแนะนำวิธีที่เหมาะสมให้กับนักวิ่ง โดยลำดับแรกเราจะต้องดูว่า นักวิ่งที่อยากมาวิ่งกับเรานั้น เป็นคนนักวิ่งผู้สูงวัยที่อยู่ในวัยใกล้เกษียณ หรือเกษียณไปแล้ว จะทำอย่างไรให้เขาได้มาออกกำลังกาย  เราไม่อยากให้คนสูงวัยอายุ 60 ต้องนอนอยู่บ้าน วันนี้ในกลุ่มที่ผมสอนมีคนอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ทุกคนสามารถวิ่งได้ โดยนักวิ่งที่สอนนั้น อายุน้อยสุดคือ 16 ปี และอายุมากสุด 65 ปี ในจำนวนนักวิ่งทั้งหมด 60 คน มีทั้งจากอำเภอหาดใหญ่ เมืองสงขลา และนักวิ่งต่างจังหวัด ผมก็ได้เปิดสอนวิ่งผ่านระบบออนไลน์ให้กับผู้ที่สนใจอยากเรียนได้เรียนด้วย

 

 

“ผมไม่ได้มองการเป็นโค้ชวิ่งของผมวันนี้จะเป็นธุรกิจ แต่ผมตั้งใจจริงๆที่อยากให้คนมาวิ่งให้ถูกวิธี เมื่อเขาวิ่งถูกวิธี ก็จะลดการบาดเจ็บ และไม่ต้องกลับมาหาผมอีก”

 

สำหรับคนที่มาเรียนวิ่งจนสามารถวิ่งได้ถูกวิธี ผมก็ให้เขาลาออก ไม่ต้องมาเสียเงิน ตอนนี้มี 15 คนแล้วที่เรียนจบไป และอีกสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ก็จะคัดคนออกไปอีกครั้ง

 

เรารู้สึกมีความสุขทุกครั้งในฐานะคนสอนวิ่ง เวลาเขามาวิ่ง เขามีความสุข หัวเราะ เฮฮา และจากที่เขาเคยวิ่งในความเร็ว 7 – 8นาทีต่อ1กิโล วิ่งเสร็จปวดเท้า แต่เมื่อเขาได้มาเรียนวิ่ง เขาสามารถวิ่งได้เร็วกว่าเดิม และหลังวิ่งเสร็จก็ไม่เกิดการบาดเจ็บ”

 

โค้ชยู” กล่าวด้วยว่า  ตั้งใจอยากดึงเด็กเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ออกมาออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เพื่อให้เขาได้ออกจากสภาพแวดล้อมที่อันตราย และหาวิธีให้เยาวชนได้ปลดปล่อยความเครียดด้วย

 “ทำในสิ่งที่เรารัก และทำมันด้วยหัวใจ ผลที่ออกมาก็จะดี” โค้ชยู กล่าว