วันนี้

นักวิชาการ มรภ.ยะลา ชี้ผลงาน อบจ.ในพื้นที่ จชต. ไม่โดดเด่นเท่าบทบาททางการเมือง ที่ผูกโยงถึงระดับชาติ จับตา “เมธี ลาบานูน” ชิงนายก อบจ.นราธิวาส

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ โยธี อาจารย์สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา  กล่าวว่า    สถานการณ์การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด( อบจ.) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานีนั้น ความจริงๆแล้วด้วยพื้นฐานของ อบจ.ภายในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับบทบาทของ อบจ.ในงานอาจจะมีไม่มาก     แต่กลับมีผลต่อฐานเสียงการเมืองในทุกระดับทั้ง การเมืองในระดับชาติ และการเมืองในระดับท้องถิ่น ซึ่งผมมองว่า มันเป็นความแปลกของการเมืองท้องถิ่น  หากเป็น อบต.ก็จะเป็นท้องที่เฉพาะไปเลย แต่เมื่อขึ้นมาในระดับ อบจ.  ก็อาจจะคุมท้องถิ่นอีกหลายที่ และกลายเป็นฐานนำไปสู่การเมืองในระดับชาติต่อไป

 

ที่นี้เมื่อเป็นความเปลี่ยนแปลง ภายใต้การเมืองที่โดนแช่แข็ง 5 ปีที่ผ่านมา         ผมคิดว่า นักการเมืองเหล่านี้ยังอยู่    เพียงแต่ว่า เขาไม่สามารถแสดงอะไรออกมาได้ และค่อนข้างมั่นใจว่า ฐานเสียงเดิมยังคงอยู่ เนื่องจากการเมืองท้องถิ่นมีความแตกต่างจากการเมืองในระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีความแตกต่างจากการเมืองในระดับชาติอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบการเมืองท้องถิ่น กับการเมืองในระดับชาติ พบว่า การเมืองระดับชาติตัวแปรสำคัญกลับอยู่ที่คนรุ่นใหม่ ที่สะท้อนผ่าน 7 ล้านเสียงจากการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนมาก แต่เมื่อเทียบกับการเมืองท้องถิ่น ถือเป็นการเมืองสำหรับผู้ใหญ่ ที่หมายถึง ผู้ใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่มานาน และอยู่แทบในทุกระดับ ซึ่งการเมืองท้องถิ่นกับเด็กรุ่นใหม่ หากเคยเลือกตั้งครั้งแรกอาจจะไม่ได้มีความสำคัญมากนักกับการเมืองระดับท้องถิ่น

 

“ฐานเสียงเดิมจาก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแกนนำชุมชน เป็นผลทำให้การเมืองท้องถิ่นเป็นการเมืองของผู้ใหญ่ ที่กลายเป็นฐานเสียงสำคัญของนายก อบจ.”

 

นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกอบจ.นราธิวาส หลายสมัย

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า จังหวัดนราธิวาสที่มี นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน เป็นนายกอบจ.นราธิวาสมาแล้วหลายสมัยในครั้งนี้คาดการณ์ว่า อาจจะมี นายเมธี อรุณ หรือนักร้องดัง เมธี วงลาบานูน คนอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ลงชิงนายก อบจ.ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งผมถือว่า เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะตัวคุณเมธี ลาบานูน ก็เป็นคนมีชื่อเสียงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  และหากลงในนามพรรคอนาคตใหม่จริงๆ ก็ช่วยให้เขามีภาพลักษณ์เป็นรุ่นใหม่ แต่ทั้งนี้ผมมองว่า ในการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โอกาสที่นักการเมืองใหม่ๆจะเข้ามาเป็นตัวแทนได้นั้น ค่อนข้างยาก เพราะการเมืองท้องถิ่นเป็นการเมืองของผู้ใหญ่ และพลังของเด็ก และอัตราส่วนเมื่อคำนวณแล้ว อาจมีพลังไม่มากพอที่จะเข้าไปเปลี่ยนเหมือนกับการเมืองระดับชาติ

 

“การเมืองในระดับชาติ คนรุ่นใหม่มีพลังมากพอที่ทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนไปจากเดิมได้ แต่การเมืองท้องถิ่นด้วยความใกล้ชิด และในความเป็นญาติที่มีสายสัมพันธ์ ทำให้สายสัมพันธ์ตรงนี้ยังคงมีพลังมากกว่า ที่เป็นผลให้ฐานเสียงเก่ายังคงหนาแน่น”

 

 

นายมุขตาร์ มะทา นายก อบจ.ยะลา หลายสมัย

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวและว่า สำหรับพื้นที่จังหวัดยะลา มีความแตกต่างจากพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพราะยะลามีการผูกขาดของฐานเสียงเดิมค่อนข้างชัด เพราะด้วยสายของตระกูลดัง “มะทา” ที่คนรู้จักคือ “วันนอร์” วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปัจจุบันหัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่มีน้องชายคนที่ 6 คือ นายมุขตาร์ มะทา ที่เป็นนายก อบจ.ที่ยังสามารถเหนียวรั้งเก้าอี้มาได้หลายสมัย ซึ่งตรงนี้มองว่า ยังคงสามารถผูกขาดได้อย่างแน่นอน หรือไม่อาจจะอยากมีคนที่จะเข้ามาเปลี่ยน แต่ประเด็นจะมีคนกล้าลงแข่งหรือไม่ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าคิด ซึ่งความแตกต่างของการเมืองท้องถิ่นอย่าง อบจ.นราธิวาส กับยะลา เพราะสายของ อ.วันนอร์ และท้องถิ่นมีการผูกโยงกับการเมืองในระดับชาติด้วย และผูกโยงกับพรรคการเมืองด้วย และผูกโยงกับแหล่งทุน และผูกกับอะไรอีกหลายๆอย่าง ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะสามารถหาคนมาท้าทาย ลงแข่งนายก อบจ.กับฐานเสียงเดิม

 

นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกอบจ.ปัตตานี หลายสมัย

 

ทั้งนี้จากการคาดการณ์ การเลือกตั้งชิง นายก อบจ. ครั้งนี้ จังหวัดปัตตานีน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เมื่อเทียบกับจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา และเมื่อวิเคราะห์ปัตตานีเป็นจังหวัดที่มีอีกหลายตระกูลใหญ่และมีชื่อเสียงเช่น นายก อบจ.หลายสมัย นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี  ตระกูลดังอย่างเบ็ญจลักษณ์  ตระกูลโต๊ะมีนา และตระกูลซูซารอ นักการเมืองท้องถิ่นฐานเสียงแน่นปัตตานี จึงทำให้ปัตตานีกลายเป็นพื้นที่ที่มีหลายตระกูล มีฐานเสียงเก่าเป็นฐานมวลชนเดิมที่มีผลทำให้ฐานเสียงของนักการเมืองหลายๆท่าน ถูกแบ่งออกเท่าๆกัน มีความสูสีไล่เลี่ยกัน

 

โดยการผูกโยงของนักการเมืองปัตตานีไม่มีความเด่นชัด ฐานเสียงถูกแบ่งออกอยู่ระดับเดียวกัน เท่ากัน ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการเมืองในระดับชาติที่เพิ่งผ่านมากลับพลิกได้อย่างเห็นชัด ไม่สามารถคาดเดาได้ ตรงนี้จึงทำให้ปัตตานีเป็นพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และโดยเฉลี่ยสถิติ อาจจะเปลี่ยนในทุกๆ 2 สมัย และการเปลี่ยน นายก อบจ.ปัตตานี โดยหลักแล้วกลับถูกวัดจากผลงาน และการลงพื้นที่จากประชาชน

 

“การเลือกตั้งอบจ. ในพื้นที่  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กำลังจะมาถึงนั้น คาดว่า ประชาชนอยากให้มีการเลือกตั้ง เพราะอยากเห็นบทบาทที่มากขึ้นของท้องถิ่น”

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า การเมืองท้องถิ่นถือเป็นฐานรากสำคัญอย่างมากสำหรับการเมืองไทย แต่ประเทศไทยกลับไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเมืองท้องถิ่นเท่าที่ควร ซึ่งภาพการเมืองท้องถิ่นที่ผ่านมานั้น มักถูกนำเสนอในเรื่องการคอรัปชั่น  แต่ทั้งนี้การเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งนี้จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่จะทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่ได้รับเลือกเข้ามา ต้องแสดงผลงานให้กับประชาชน และแสดงผลงานให้กับรัฐบาลที่ค่อนข้างจะไม่ปกติที่มีทัศนคติไม่ดีต่อท้องถิ่นนั้นให้เห็นว่า คนท้องถิ่น และการเมืองท้องถิ่น ต้องมาจากคนท้องถิ่น ที่มีความเข้าใจเรื่องท้องถิ่น เข้ามาบริหารและพัฒนาท้องถิ่นของเขา

 

“การเมืองท้องถิ่น เป็นตัวแทนของคนท้องถิ่นที่จะช่วยสะท้อนปัญหาคนท้องถิ่น  และสามารถตอบสนองท้องถิ่นได้ดีที่สุดมากกว่าการเมืองในระดับชาติ”   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว