จากกรณี กอ.รมน.ภาค4 สน. ขอให้ผู้ใช้บริการใน3จว.ชายแดนใต้ และ 4 อำเภอสงขลา ลงทะเบียนซิมด้วยระบบตรวจสอบใบหน้าอัตลักษณ์ ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2562 เช็กสถานะซิม “กด*165*5* เลขบัตรปชช.# โทรออก” หากไม่ดำเนินการในวันที่กำหนด จะไม่สามารถใช้บริการได้ฟังข้อมูลเพิ่มเติม กด*915653 ภาษายาวีกด*915654

 

 

พันเอก ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า เรื่องนี้ กสทช. ออกประกาศมาตั้่งแต่ปี 60 รณรงค์ใช้กันทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเครือข่ายมือถือต่างๆ ได้ทำแอพพลิเคชั่น เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบสถานะซิมการ์ดด้วยว่า บัตรประชาชนของผู้ใช้บริการ ครอบครองซิมการ์ดอยู่กี่ใบกันแน่ มีใครลอบนำบัตรประชาชนของเราไปซื้อซิมหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาการประกอบอาชญากรรมทางการเงิน โดยใช้บัตรประชาชนของคนอื่น

 

ส่วนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มขึ้นกว่าที่ กสทช.ขอความร่วมมือ เพียงแค่กำหนดเวลาให้ดำเนินการเท่านั้น สาเหตุที่ต้องเร่ง ก็เพราะพบคนร้าย พวกผู้ก่อเหตุรุนแรง ใช้บัตรประชาชนบุคคลอื่น สั่งซื้อซิมการ์ด หรือซื้อซิมจากนอกพื้นที่ เช่น จากประเทศเพื่อนบ้าน มาใช้เป็นตัวจุดระเบิด จากช่องโหว่ที่ผ่านมาทำให้ยุ่งยากในการขยายผลจับกุมคนร้าย ฉะนั้น การลงทะเบียนซิมใหม่ และเพิ่มการถ่ายภาพเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ได้ว่าตรงกัน จะช่วยปิดช่องโหว่ไม่ให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงนำบัตรประชาชนของคนอื่นไปซื้อซิมการ์ดมาก่อเหตุ

 

ที่ผ่านมา เหตุระเบิดรูปปั้นนางเงือก ที่หาดสมิหลา จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปีที่แล้ว คนร้ายก็ใช้บัตรประชาชนของผู้หญิงคนหนึ่งในพื้นที่ชายแดนใต้ ไปสั่งซื้อซิมการ์ดมายจำนวนมาก และนำไปใช้ก่อเหตุ นี่คือช่องโหว่ที่เกิดขึ้น ฉะนั้นการรณรงค์เรื่องนี้จึงไม่ใช่การละเมิดสิทธิ์ แต่เป็นการคุ้มครองสุจริตชน และไม่ขัดต่อกฎหมาย “ขอย้ำว่า ระบบนี้ใช้เหมือนกันทั่วประเทศ และเรื่องนี้ยังคงเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล หากใครไม่จดทะเบียน หน่วยงานรัฐก็ไม่บังคับ เพียงแต่จะไม่สามารถใช้ซิมการ์ดนั้นได้เท่านั้น” พันเอก ปราโมทย์ กล่าว

 

 

ขอบคุณภาพจากสำนักข่าวประชาสัมพันธ์

 

นายมนูญ มณีวิทย์ ชาวอำเภอเทพา จ.สงขลา ที่ทำงานอยู่ในจังหวัดยะลา กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่ กอ.รมน.ประกาศให้ประชาชน      ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอสงขลา ลงทะเบียนซิมการ์ดโดยการถ่ายใบหน้าว่า การใช้มาตรการดังกล่าวจะเกิดผลดี เพราะในการถ่ายใบหน้ากับซิมการ์ด จะช่วยตามจับคนร้ายที่ก่อเหตุได้ทันท่วงที ซึ่งคนที่จะได้รับประโยชน์จากการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวก็คือคนในพื้นที่

 

แม้การยืนยันซิมการ์ดด้วยใบหน้าจะเป็นการเพิ่มงานให้กับเจ้าหน้าที่ แต่ที่สุดแล้วคนที่จะได้ประโยชน์ดังกล่าว ก็คือประชาชนที่เป็นคนในพื้นที่ และแม้หลายฝ่ายจะวิตกกังวลถึงมาตรการดังกล่าวที่อาจจะกระทบสิทธิ์คนในพื้นที่ ซึ่งตนกลับมองว่า บางครั้งคนในพื้นที่ก็ต้องยอมสูญเสียบางอย่าง เพื่อผลประโยชน์ของส่วนร่วม

 

“ทุกคนมีสิทธิ์เหมือนๆกัน แต่การรักษาสิทธ์เพื่อความสงบในภาพรวมย่อมคุ้มค่ากว่า”

 

นายมนูญ กล่าวและว่า เมื่อรัฐประกาศนโยบายดังกล่าวออกมาแล้วนั้น สิ่งที่รัฐต้องทำให้เกิดผลจริงคือ ต้องมีการปฏิบัติจริง ต้องบังคับใช้จริง ทำให้เกิดรูปธรรมจริงๆ และทำอย่างจริงจัง ต้องไม่ใช่แค่การทำแค่ 3-4 เดือนแล้วหยุด ต้องบังคับใช้อย่างเต็มระบบและเต็มทุกพื้นที่ ครอบคลุมทั้ง 3 จังหวัด และ4 อำเภอสงขลา นอกจากนี้ รวมถึงกรณีเบอร์ที่ไม่ได้ดำเนินการจะต้องมีการตัดสัญญานด้วย

 

ขณะที่ นางสาวบุณรตา กะเดช ชาวจังหวัดยะลา กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยตามนโยบายของของรัฐ และไม่ได้รู้สึกซีเรียส หรือกังวลกับมาตรการดังกล่าวแต่อย่างใด

 

“แล้วแต่ความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่ตัวเองไม่ได้รู้สึกซีเรียส เต็มใจที่จะไปทำ”

 

นางสาวบุณรตา กล่าวต่อว่า นโยบายไหนที่ออกมา ก็อยากให้ทำได้จริง และเกิดผลจริงๆ อาจจะมีการทำวิจัยออกมา เพื่อศึกษาถึงผลลัพท์ของคนในพื้นที่ก่อนว่า สิ่งที่รัฐคิดเกิดผลลัพท์ได้จริง ไม่ใช่ว่า เมื่อทำแล้ว รัฐประกาศมาตรการแบบนี้ ประชาชนเดินทางไปทำ ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ไม่รู้ว่า ผลลัพท์ที่ออกมาจะได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่

 

ทั้งนี้ส่วนตัวมั่นใจว่า การประกาศตรงนี้ จะมีผลทำให้ผู้ก่อเหตุทำงานได้ยากมากขึ้น แต่สำหรับผลลัพท์ในการประกาศมาตรการดังกล่าวจะเกิดประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนนั้น หากมีผลการวิจัยมาช่วยรับรองนโยบายดังกล่าวว่า สามารถช่วยลดเหตุได้ ตรงนี้อาจจะช่วยให้ประชาชนเกิดความเข้าใจต่อรัฐมากขึ้น

 

ด้านนายคมกฤต อมฤตวรรณ ชาวภาคอีสาน ที่มารับราชการอยู่จังหวัดยะลาหลายปี กล่าวว่า เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว อย่างน้อยก็ช่วยให้การรักษาความปลอดภัยในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

“ในพื้นที่อื่นมีการสแกนใบหน้าลงระบบแบบนี้มานานแล้ว ซึ่งผมเคยเห็นในภาคอีสาน เขาก็ทำมาสักพักแล้ว และมีมานานแล้ว”

 

นายคมกฤต กล่าวด้วยว่า ตนเห็นด้วยและสนับสนุน โดยมั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวของ กอ.รมน.ครั้งนี้ จะช่วยป้องปราม สืบหา ร่องรอยเบอะแสคนร้าย และเกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่ได้มาก