พลันที่ “นายกนิพนธ์” นายนิพนธ์ บุญญามณี นายก อบจ. สงขลา ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็น “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย” ในโควต้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้คุยกับ “พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี” อดีตผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่รู้จักกันดีในนาม “พี่หลวงคร” ผู้ปรากฎภาพเป็นเงาติดตามตัว “นายหัวชวน” นายชวน หลีกภัย มาอย่างต่อเนื่อง นับแต่ได้เป็น “ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง” ก็เกิดกระแสขานรับอย่างมากในแวดวงการเมืองจังหวัดสงขลา ทั้งระดับชาติ และท้องถิ่น

ด้วยเพราะ….
1. กรณีดังกล่าวเป็นความลงตัวของเครือข่ายการเมืองประชาธิปัตย์ทุกกลุ่มในจังหวัดสงขลา ที่รับรู้กันมาโดยตลอดว่ามี 2 มุ้งใหญ่ ที่จะส่งผลให้ผู้ใหญ่ของพรรค และคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ต้องมา “ระแวง” กันเองเช่นที่ผ่านมา

2. ยุติปัญหาความขัดแย้งในการจัดตัวว่าที่ผู้สมัคร “นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่” คนต่อไปของพรรคประชาธิปัตย์ให้อยู่กับ “ตระกูลพัฒโน”

3. ไม่ต้องมาแข่งกันเองในสนาม “อบจ.สงขลา” เช่นในอดีต เพราะก่อนหน้านี้ เมื่อปรากฎข่าว “นายกนิพนธ์” จะขยับไปเป็น รมช.มหาดไทย “ส.ส.ชาย” นายเดชอิศม์ ขาวทอง ก็เตรียมจะส่งคนในเครือข่ายตัวเองลงสมัครชิงตำแหน่ง นายก อบจ.สงขลา ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจาก นายถาวร เสนเนียม และปรากฎชื่อ “นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม” โดย “พี่หลวงคร” ซึ่งขณะนั้นยังมีเป้าหมายที่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ก็ออกตัวสนับสนุนด้วย ส่วนฝ่ายนายกนิพนธ์ มีกระแสข่าวจะส่ง “คุณนายผา” ซึ่งหากเกมนี้ไม่มาจบที่ “พี่หลวงคร” ที่ทุกฝ่ายยอมรับ โดยเฉพาะเหล่าพลพรรคสีฟ้าต่างรู้ดีว่า “นายหัว” โปรดแค่ไหน เรื่องก็คงจะไม่จบเร็วและง่ายเช่นนี้ และกลายมาเป็นภาพ “รวมพลังเพื่อสงขลา” ที่ ส.ส.ชาย โพสต์ภาพที่ไม่ค่อยปรากฎให้เห็นระหว่าง “นายถาวรกับนายกนิพนธ์” ในเฟรมเดียวกัน

4. กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า สถานะ “ขงเบ้ง” การเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ของ “นายกนิพนธ์” เป็นเช่นไร “คอการเมือง” คงทราบกันดีว่า เกมชิงอำนาจในบ้านพระแม่ธรณีบีบมวยผมครั้งล่าสุด ที่ได้ “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” เป็นหัวหน้าพรรค รวมถึงการชิงตำแหน่งระหว่าง “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ในนามกลุ่มกปปส. ที่มี “นายถาวร เสนเนียม” เป็นแม่ทัพใหญ่นั้น “นายกนิพนธ์” ที่แม้ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่มีบารมี และพลังที่สามารถควบคุม “โหวตเตอร์” จากทุกภาค ทั้งในส่วนสาขาพรรค และส.ส. ให้ได้ผลลัพธ์ตามคาดหวัง จึงไม่แปลกที่ปรากฎภาพข่าวเขากับเลขาธิการพรรค ปชป.จากประจวบคีรีขันธ์เป็นตัวแทนพรรคในการเจรจากับ “พปชร.” และเป็นที่มาให้ได้โควต้า “หยิบชิ้นปลามัน” จนพรรคแกนนำ “จุกอก” โดยเฉพาะตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา” ที่ส่งถึงมือ “นายหัวชวน” และ 7 รัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญทั้งพาณิชย์และเกษตร

เมื่อ “ประชาธิปัตย์” จังหวัดสงขลา รวมเป็น “หนึ่ง” พลังก็มากพอที่จะต้านแรงเสียดทานจากคู่แข่ง โดยที่ว่าที่ผู้สมัคร นายก อบจ.สงขลา อย่าง “พี่หลวง” ไม่ต้องเหนื่อย และใช้จ่ายมากจนเกินไป เพราะเครือข่าย “สจ.” ที่เริ่มจะแยกก๊วน ก็จะกลับมารวมกันสวมเสื้อสีฟ้าต่อไปตาม “ลูกพี่”

ส่วนที่ “ผู้การ” แห่งพลังประชารัฐ ที่ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าจะเปลี่ยนสนามรบ จาก “เทศบาลเมืองคอหงส์” มาเป็น “อบจ.สงขลา” หลังพลาดหวังตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล “ประยุทธ์2” แม้จะให้พลพรรค ส.ส.ในสังกัดออกแรงถึง 2 ครั้ง โดยล่าสุดในนาม “กลุ่มด้ามขวานไทย” ที่วันนั้นผู้การไม่อยู่ในภาพข่าว แต่ “ผอ.ข” เลขาฯ ก็ทำภารกิจได้ลุล่วง และภาพมาจบในวันที่ ผู้การร่วมโต๊ะแถลงข่าวกับผู้ที่ “ลุงตู่” ส่งมาเคลียร์ในวันถัดมา

“เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของพรรคระดับจังหวัด และเชื่อมั่นว่ากระแสตอบรับพรรคพลังประชารัฐ” นัยความหมายแห่งเหตุผลที่ผู้การแถลง

สำหรับ “คอการเมือง” ตัวจริง คงรู้ว่า การเลือกตั้ง ส.ศ.ครั้งล่าสุด ที่ปชป.สูญเสียที่นั่งในภาคใต้มากที่สุดทและน่าใจหายที่สงขลานั้น ไม่ได้หมายถึง กระแสนิยมต่อพปชร. หรือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ “เสธ.จ” รงมถึงผู้การและพลพรรค รวมถึงเม็ดเงินจำนวนมากที่ใช้จ่ายไป หรือเลือกเพราะต้องการผู้สมัครเหล่านั้นจริงๆ

หากแต่เหตุผลสำคัญที่สุดคือ “กลัวทักษิณจึงเลือกลุงตู่” โดยมีเรื่องบัตรเติมเงินคนจน-ผู้สูงวัย และการเดิมเกมการเมืองที่ผิดพลาดของ “เดอะมาร์ก” เป็นแรงบวก จึงกลายเป็นปรากฎการณ์ “แลนด์สไลด์”

อีกด้านหนึ่งต้องยอมรับว่า ปชป. ประสบ “วิกฤติศรัทธา” ด้วย จีงส่งผลให้พรรคภูมิใจไทย ประชาชาติ และอนาคตใหม่ได้ส.ส.และคะแนนที่ภาคใต้อย่างสุดปลื้ม

โดยที่ “วิกฤติศรัทธา” ส่วนหนึ่งเกิดจากความขัดแย้งภายใน และตัวผู้สมัครบางคนที่ไม่มีผลงาน โดยเฉพาะอดีตส.ส. แต่ผลพวงดังกล่าว ก็ทำให้อดีต ส.ส. บางคนที่ไม่น่าจะสอบตก ก็พลอยสอบตกไปด้วย เช่น นายวิรัตน์ กัลยาศิริ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นสภาวะเฉพาะห้วงเวลาอย่างสำหรับปชป. ซึ่งฐานการเมืองยังมีอยู่มากกว่าทุกพรรคการเมือง ซึ่งเชื่อว่า “วิกฤติศรัทธา” ดังกล่าวไม่น่าจะลุกลามมาถึงสนามการเมืองท้องถิ่น เมื่อโจทย์เปลี่ยน โดยเฉพาะผู้สมัครหน้าใหม่เช่น “พี่หลวง” ที่มี “ส.ส. ชาย” เคียงข้าง และเปิดตัวหนุนช่วยอย่างเต็มกำลัง

โดยมี. “นายกนิพนธ์” รวมถึง .ส.ส. “ถาวร” ที่กำลังจะเป็นรัฐมนตรีร่วมสนับสนุน พร้อมกับ ส.ส. สงขลา ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ร่วมสนับสนุนด้วยแล้ว จึงยากที่ “ผู้การ” จะต้านไหว

ยิ่งเมื่อมองศักยภาพส่วนตัวของผู้สมัคร และส.ส.สมัยแรกของพปชร.ที่บางคนได้เข้าสภาแบบไม่รู้ตัวด้วยแล้ว ก็ยิ่งสามารถเขียนข้างฝาไว้ได้เลย

“พี่หลวงคร” นายก อบจ.สงขลา คนที่ 6 ต่อจาก นายสาทร สิแกะ, นายเดชอิศม์ ขาวทอง, นายนวพล บุญญามณี, นายอุทิศ ชูช่วย และนายนิพนธ์ บุญญามณี

และการลงมาจังหวัดสงขลาครั้งแรกในฐานะ “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ของ นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ 22 -23 มิถุนายน 2562 ที่ ส.ส. และเครือข่ายการเมืองติดตามไปร่วมกิจกรรมต่างๆ อย่างคึกคัก

ชาวนาหม่อมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยการแนะนำ “พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี” ว่าที่นายก อบจ.สงขลาของเรา” จากพิธีกรชั้นครูอย่าง “อาจารย์ก้อย” ต่อหน้าหัวหน้าพรรคปชป. ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก และวันถัดมา “พี่หลวง” ก็ไปร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานที่ อ.สะเดากับพลพรรคปชป.

ติดตามอ่านอย่างจุใจ ในนสพ.ภาคใต้โฟกัส

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง